ธพว.เลื่อนหุ้นกู้ 3 หมื่นล้าน รอจังหวะตลาดปีหน้าเอื้อ
ธพว.เลื่อนแผนออกหุ้นกู้ 3 หมื่นล้านบาทไปปีหน้า ชี้ภาวะตลาดบอนด์ปี 2560 ไม่เอื้อ จับตาปัจจัยกระทบปลายปีอีกระลอก ทั้ง “เฟด” ปรับดอกเบี้ย-ฟันด์โฟลว์-ภาพรวมเศรษฐกิจ
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธนาคารอาจจะต้องเลื่อนออกหุ้นกู้ 30,000 ล้านบาท จากเดิมที่คณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติให้ออกได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2560 นี้ แต่เนื่องจากขณะนี้ภาวะตลาดไม่ค่อยเหมาะสม เพราะอัตราผลตอบแทนอ้างอิงพันธบัตร (ยีลด์) ระหว่างพันธบัตรอายุ 1 ปี กับ 2 ปี อยู่ระดับใกล้เคียงกันมาก แถมใกล้เคียงต้นทุนเงินฝากเฉลี่ย
“การออกหุ้นกู้ปกติมันมีสเปรด (ส่วนต่าง) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอยู่ประมาณ 10-20 เบสิสพอยต์ ดังนั้นเราจึงต้องดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะเดือน ธ.ค.ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประชุม และประกาศดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ที่ตอนนี้มีเงินเข้ามาในไทยมากด้วย คิดว่าปีนี้คงออกหุ้นกู้ไม่ทันตามแผนเดิม คาดว่าคงจะเป็นปีหน้า” นายมงคลกล่าว
ก่อนหน้านี้ ธพว.เตรียมจะออกหุ้นกู้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นกู้ที่มีอายุไม่เกิน 7 ปี เพื่อให้สามารถนำมานับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 (เทียร์ 1) ได้ ซึ่งเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ ทางแบงก์จะนำมาแมตชิ่งกับเงินกู้ระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันเงินฝากของ ธพว.มีระยะเวลาสูงสุดเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น
นายมงคลกล่าวว่า ขณะนี้การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคาร มียอดอนุมัติสินเชื่อแล้วราว 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าถึงสิ้นปี 2560 จะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 35,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันสำหรับปี 2561 หรือปีหน้า ธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีไว้ที่ 35,000 ล้านบาทเช่นเดียวกับปีนี้ และตั้งเป้าหมายลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลงเหลือกว่า 15,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2560 ที่ตั้งเป้าจะลดให้เหลือ 16,600 ล้านบาท
ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับทราบรายงานว่า ธพว.มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นไปตามแผน โดยมีการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้ตามเป้าหมาย และมีการควบคุมค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost to income) ได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่หนี้ NPLs สุทธิสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ธนาคารยังคงรักษาสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ra-tio) ได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ทั้งนี้ ทาง คนร.ได้สั่งให้ ธพว.จัดทำแผนขับเคลื่อนองค์กรในระยะยาว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคาร รวมทั้งให้ดำเนินการปรับองค์กรให้เป็นองค์กรดิจิทัล (digital transformation) ด้วย