Skip to content

ค่าเงินบาทแข็งค่า ก่อนผลการประชุมเฟด

01 พ.ย. 2560 | 18:56น.
ค่าเงินบาทแข็งค่า ก่อนผลการประชุมเฟด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.21/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (31/10) ที่ระดับ 33.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในคืนที่ผ่านมาสหรัฐได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเขตชิคาโกปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนตุลาคม ที่ระดับ 66.2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 60.0 หลังจากแตะ 65.2 ในเดือนกันยายน ซึ่งดัชนี PMI ภาคการผลิตที่สูงกว่าระดับ 50 นั้นยังคงบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเงินดอลลาร์ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลังจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เคส ชิลเลอร์ เปิดเผยผลสำรวจว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.1% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.8% และสูงกว่าระดับ 5.9% ในเดือนกรกฎาคม ในขณะที่ผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐทะยานขึ้น สู่ระดับ 125.9 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2543 ซึ่งขณะนั้น ดัชนีอยู่ที่ระดับ 128.6 นอกจากนี้ นักลงทุนในตลาดการเงินกำลังจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ขณะที่กระแสคาดการณ์ส่วนใหญ่เชื่อว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมครั้งนี้ นักลงทุนยังจับตาผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ก.พ.ปีหน้า โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า ธปท.ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกนายเจอโรม พาวเวล ขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.11-33.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 33.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (1/11) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1635/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (31/10) ที่ระดับ 1.1632/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงกดดัน หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจเพิ่มระยะเวลามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ออกไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2561 และได้มีการปรับลดการซื้อคืนพันธบัตรลงที่ระดับ 30 ล้านล้านยูโรต่อเดือน โดยมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าทาง อีซีบีจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2562 นอกจากนี้ ในส่วนของทางฝั่งยุโรปนั้น นักลงทุนกำลังจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1628-1.1652 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1639/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (1/11) เปิดตลาดที่ระดับ 113.90/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (31/1) ที่ระดับ 113.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงหลังจากประธาน BOJ นายคุโรดะ มีความประสงค์ให้ดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายต่อไป ถึงแม้ว่าทางเฟดจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม นอกจากนี้ วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกนายชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกสมัย ในการประชุมนัดพิเศษวันนี้ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงคะแนนเสียงไปแล้วก่อนหน้านี้ ภายหลังจากที่พรรคแอลดีพีสามารถคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งสภาผู้แทน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 113.62-113.97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 113.95/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิต (1/11) ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP Employment (1/111) ผลการประชุมเฟด (2/11) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (2/11) รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (3/11) อัตราการว่างงานและค่าจ้างรายชั่วโมง (3/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.3/-0.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.0/-0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ