เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา ครม. ไฟเขียวดีลการเกษตรไทย-มาเลเซีย คลายเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
Politics จับตา ครม. ไฟเขียวดีลการเกษตรไทย-มาเลเซีย คลายเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผลตรวจน้องใหม่ มมส พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 33% มหาสารคามเร่งคุมร้านส้มตำ
News ผลตรวจน้องใหม่ มมส พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 33% มหาสารคามเร่งคุมร้านส้มตำ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
News พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
Finance ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
Politics ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
Tech SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
News อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
ดูทั้งหมด

คลังปั๊มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คนละครึ่งรอบใหม่-เปิดช่องกู้รับวิกฤต

05 เม.ย. 2564 | 09:30น.
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง-1

ปลัดคลังเปิดไทม์ไลน์กระตุ้นเศรษฐกิจดันจีดีพีโต 4% กระตุ้นบริโภค Q2 ต่อเนื่องถึง Q3 พ่วงช่วย ขรก.ชั้นผู้น้อย กวาดทุกเก๊ะตุนกระสุนรับความเสี่ยง ยันจัดเก็บรายได้ต่ำเป้ากระเป๋าไม่ฉีก พร้อมกู้เงินเกินกรอบวินัยการคลังหากสถานการณ์ฉุกเฉิน หนี้สาธารณะเกิน 60% แค่ 1-2 ปีไม่มีปัญหา เดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีหนุนงบฯกลับสู่สมดุล ลุ้นท่องเที่ยว-ลงทุนฟื้น

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลและกระทรวงการคลังจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราขยายตัวด้านเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ให้โตได้ 4% ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าโต 3% ส่วนกระทรวงการคลังล่าสุด คาดการณ์ที่ 2.8% แต่เป็นการประเมินช่วงที่เกิดโควิด-19ระบาดระลอกใหม่

“ที่เรามองเป็นช่วงที่มีระบาดระลอกใหม่ แต่เราบริหารจัดการได้ดีในรอบนี้ เป้าที่รัฐบาลอยากให้เศรษฐกิจโตได้ 4% จึงต้องกระตุ้นบางเรื่อง และคิดว่าหลาย ๆ อย่างเป็นไปได้ตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฉีดวัคซีน การเปิดประเทศ ที่สามารถทำได้แล้ว และถ้าเร็วกว่าคาดไว้เดิม โอกาสที่เศรษฐกิจจะโตถึง 4% เป็นไปได้”

แต่ต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กก็มีมุมมองว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 จาก 17 ประเทศ ที่มีการฟื้นตัว และมีมาตรการป้องกันโควิดได้ดี

ไทยใช้เงินดูแลเศรษฐกิจไม่มาก

นายกฤษฎากล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ทุกประเทศทั่วโลกถูกกระทบด้วย หลายประเทศหนักกว่าไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมทั้งประเทศคู่ค้า บางประเทศปิดประเทศล็อกดาวน์หลายรอบ สำหรับไทยพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก แต่การกระตุ้นการส่งออกทำได้ยาก เพราะพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นหลักขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไม่กระทบมาก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็รอจังหวะ ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมีเครื่องยนต์เดียวที่เดินได้ คือ ภาครัฐ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุน และการบริโภค

“การลงทุนภาครัฐ เราพยายามเร่งงบประมาณ ทำนโยบายการคลังขาดดุลมาตลอด เพื่อสนับสนุนเรื่องของการลงทุน ขณะที่การบริโภคก็ออกมาหลาย ๆ โครงการ อาทิ เราไม่ทิ้งกัน, คนละครึ่ง, เราเที่ยวด้วยกัน, เราชนะ และมาตรา 33 เรารักกัน ซึ่งการบริโภคมีสัดส่วนที่ใหญ่ในจีดีพี จึงพยายามกระตุ้นส่วนนี้ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา เราใช้นโยบายการคลังในเรื่องของงบประมาณเข้าไปใส่แล้ว ทั้งการลงทุน และการบริโภค”

อย่างไรก็ตาม เทียบกับประเทศอื่นถือว่าไทยยังใช้เงินไม่มาก แต่สามารถดึงการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ดีในส่วนของกฎหมายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทปัจจุบันอนุมัติวงเงินแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ถือเป็นเงินที่ใส่เข้าไปมากกว่างบประมาณปกติ แต่วงเงิน 1 ล้านล้านบาทเมื่อเทียบกับขนาดของจีดีพีที่มี 16 ล้านล้านบาท ยังไม่ถึง 10% ขณะที่หลายประเทศอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ 10-20% ของจีดีพี

“ปัจจุบันวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท จริง ๆ แล้วสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 และ 4 ปีที่แล้ว แต่เจอการระบาดรอบใหม่ ถึงปัจจุบันสัญญาณบวกเริ่มเข้ามา การลงทุนภาคเอกชนเริ่มกลับมา เดือน ก.พ.ขยายตัว 18.6% การผลิตรถยนต์ เดิมหดตัวสูงก็ลดเหลือ -2.3% การจำหน่ายปูนซีเมนต์ก็ปรับเป็นบวก แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีกิจกรรมการลงทุน ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนทั้งรถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ เริ่มขยายตัว เห็นได้ชัดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา แม้แต่ส่งออก หากไม่รวมทองคำก็เริ่มเป็นบวก ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งออกขยายตัว 4%”

กระตุ้นเศรษฐกิจรักษาโมเมนตัม

นายกฤษฎากล่าวว่า ไตรมาส 2 นี้ยังมีเม็ดเงินจากโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐลงสู่เศรษฐกิจอยู่ ได้แก่ โครงการเราชนะ เม็ดเงินรวม 2.01 แสนล้านบาท และมาตรา 33 เรารักกัน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนคนละครึ่งจบไปแล้ว มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบถึง 1.03 แสนล้านบาท ขณะนี้กำลังพิจารณาว่าไตรมาส 3 ต้องมีอะไรไปช่วย

“ไตรมาส 2 ยังมีโครงการที่ลงไปช่วย ประกอบกับมีเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจะออกไปจับจ่ายใช้สอย ไตรมาส 3 จะมีมาตรการออกมากระตุ้นให้ต่อเนื่อง ส่วนไตรมาส 4 คิดว่าการท่องเที่ยวจะเริ่มดีขึ้นเราก็จะเข้าไปกระตุ้นการลงทุน”

เล็งช่วยค่าครองชีพ ขรก.ใน Q3

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มข้าราชการ ที่ก่อนหน้านี้พูดถึงโครงการเราผูกพัน ขอพิจารณาก่อน อาจช่วยเหลือกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่นบาทต้น ๆ เทียบเคียงกับเงื่อนไขการช่วยเหลือมาตรา 33 เรารักกัน ซึ่งมีข้อมูลจากกรมบัญชีกลางแล้วว่า มีข้าราชการที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือไม่กี่แสนราย จะไปรวมกับมาตรการที่จะทำออกมาช่วงไตรมาส 3 แต่ต้องหารือระดับนโยบายอีกครั้ง

“ในส่วนของข้าราชการไม่ได้เรียกว่าเป็นการเยียวยา แต่เป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ แม้จะมองกันว่าข้าราชการได้รับผลกระทบน้อย ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ข้าราชการไม่ได้ปรับฐานเงินเดือนมา 10 ปีแล้ว อัตราการขึ้นเงินเดือนก็ไม่เกิน 3% ขณะที่เอกชนปรับขึ้น 6-7%”

ยังไม่สรุปใช้เป๋าตังลดหย่อนภาษี

สำหรับข้อเสนอสมาคมธนาคารไทย เรื่องการต่อยอดแอป “เป๋าตัง” ให้มีมาตรการจูงใจด้านภาษี นายกฤษฎากล่าวว่าสามารถทำได้ โดยการต่อยอดแอป “เป๋าตัง” เป็นออปชั่นหนึ่งในหลาย ๆ มาตรการที่คิดไว้ ส่วนข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทย เป็นเรื่องที่เสนอได้ ขณะที่กระทรวงการคลังก็มีสิ่งที่คิดไว้ แต่จะใช้มาตรการแบบไหนต้องรอดูนโยบายอีกที

กระตุ้นลงทุนปลายปี

นอกจากกระตุ้นการบริโภคแล้ว ช่วงไตรมาส 4 ที่ต้องทำเรื่องการลงทุน สนับสนุนให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะการลงทุนจะเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่า ในอดีตการลงทุนเอกชนเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด และขณะนี้ก็เห็นสัญญาณเริ่มกลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ต้องเร่งการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท จากที่ติดขัดไปบ้างในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ยันรัฐมีกระสุน-ฐานะคลังยังปึ้ก

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องฐานะการคลังกันนั้น นายกฤษฎากล่าวว่า ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันฐานะการคลังของประเทศมีความมั่นคงในการระดมทุนมาก ขณะนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 52% ขณะที่ประเทศอื่น ๆ สูงกว่า 80-90% เงินคงคลังอยู่ในระดับกว่า 5 แสนล้านบาท ทุนสำรองระหว่างประเทศก็สูงกว่า 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์

“ดังนั้น เรื่องกระสุนไม่ต้องห่วง ยังมีช่องทางอยู่ หากพูดถึงความสามารถในการรองรับความผันผวน ยังรองรับได้สบายมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินคงคลัง ทุนสำรองระหว่างประเทศ และขณะนี้ค่าเงินก็อ่อนลงมา ก็จะช่วยในเรื่องการส่งออก”

ขณะที่เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ที่วงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าทุกอย่างจะกลับมาปกติเร็วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีการพิจารณาไว้แล้วว่า ถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2564 จะมีงบประมาณปี 2565 ออกมาแล้ว ซึ่งเป็นงบฯขาดดุล 7 แสนล้านบาท

พร้อมกู้เกินเพดานหากจำเป็น

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าหากมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก ประเทศไทยยังมีช่องทางรับมืออีกมาก เพราะระดับหนี้สาธารณะต่ำมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก ทั้งนี้ ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง ตนพร้อมดำเนินการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรับมือสถานการณ์ หากมีความจำเป็น และมีเหตุผลเพียงพอ แม้ในระยะสั้น 1-2 ปี ระดับหนี้สาธารณะอาจจะเกินจากกรอบวินัยการเงินการคลังบ้าง แต่ต้องรอดูสถานการณ์ว่ามีเหตุการณ์เข้ามากระทบมากน้อยเพียงใด แต่ขณะนี้ถือว่ายังไม่จำเป็นต้องขยายกรอบเพราะคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะโตได้ 2.8-3%

“แม้ว่าวินัยการคลัง หนี้สาธารณะ ควรจะอยู่ไม่เกิน 60% แต่ถ้าจะเกินนิดหน่อยและกลับลงมาอยู่ในระดับ 60% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คิดว่าไม่ได้เป็นภาระกับเรามากนัก ส่วนเรื่องเก็บภาษี ปกติเก็บได้ตามเป้า แต่ช่วงนี้อาจไม่ได้ตามเป้าเพราะเจอโควิด ส่วนระยะยาวต้องพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี หากทำได้ เรื่องการทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลก็เป็นไปได้ และหนี้สาธารณะจะลดลงแน่นอน”

บริหารจัดการคลังได้-ไม่ขึ้นภาษี

นายกฤษฎากล่าวด้วยว่า แม้ช่วงนี้การเก็บรายได้ออกมาต่ำกว่าเป้า แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ เพราะเงินคงคลังยังมีเพียงพอ และหากปีหน้ารายรับเริ่มดีขึ้น รวมถึงมีการปรับโครงสร้างภาษีบางประเภทจะทำให้ฐานะการคลังดีขึ้น

นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายทุกปีส่วนใหญ่ไม่เคยเบิกได้เต็มจำนวน ภาพใหญ่เบิกจ่ายได้สูงสุด 92-93% จะเหลือราว 7% เทียบกับ 3 ล้านล้านบาท ก็ราว 2 แสนล้านบาท ระหว่างนี้จึงต้องบริหารจัดการ โดยที่ไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี เพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่จังหวะจะปรับขึ้นภาษี แต่ต้องหารายได้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และดึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบเข้ามาเสียภาษีให้ถูกต้อง การปรับโครงสร้างภาษีเป็นเรื่องระยะยาวเพื่อช่วยให้ฐานะการคลังสมดุลได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันรายได้ภาษีของไทยเทียบกับจีดีพีต่ำลงเหลือ 14% จากเดิม 16-17% ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีอย่างน้อยจะทำให้สัดส่วนกลับมาเท่าเดิม หรือดีขึ้นกว่าเดิม

ปรับโครงสร้างภาษีรับ 3 เรื่อง

ทั้งนี้ ตามนโยบายของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง การปรับโครงสร้างภาษีให้รองรับ 3 เรื่อง ซึ่งเป็นทิศทางของทั่วโลก ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ภาษีบาปเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทั้งหมดนี้กำลังเร่งพิจารณา

ไทยเที่ยวไทย-ผ่อนกฎรับต่างชาติ

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า เชื่อว่าหลังผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ มากขึ้น และเปิดประเทศแล้ว เศรษฐกิจจะฟื้นได้ วันนี้รัฐบาลพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยว เตรียมความพร้อมเรื่องวัคซีนเพิ่มความเชื่อมั่น ผ่อนคลายเรื่องการกักตัวซึ่งจะช่วยได้มาก เพราะไทยเป็นประเทศที่คนอยากเข้ามาอยู่แล้ว และเมื่อมาแล้วก็ต้องดูแลอย่างดี ให้นักท่องเที่ยวประทับใจ มาตรการจูงใจเพิ่มเติมนอกจากนี้เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศจึงไม่มีความจำเป็น ส่วนการกระตุ้นไทยเที่ยวไทยก็คิดกันอยู่ หลังสิ้นสุดโครงการเราเที่ยวด้วยกันแล้ว อาจมีมาตรการอื่น ๆ เสริมอีก