เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ดูทั้งหมด

สช.เอกซเรย์ โรงเรียนเอกชน ร่างกฎหมายใหม่คุม “กวดวิชาออนไลน์”

24 เม.ย. 2564 | 08:54น.
โรงเรียนกวดวิชา

เนื่องเพราะการสะสางโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่ผิดกฎหมายจากเดิมที่มีกว่า 16,000 แห่ง แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไปอีก ทำให้เหลือโรงเรียนเอกชนที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในรอบ 2 ที่จำนวน 12,000 แห่ง จนกระทั่งล่าสุดเหลือเพียง 7,729 แห่งที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

เท่ากับว่ามีโรงเรียนเถื่อนในระบบที่ถูกเพิกถอนแจ้งปิดกิจการ และอื่น ๆ สูงถึง 8,271 แห่ง นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัญหาด้านอื่นที่เป็นความท้าทายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อรรถพล ตรึกตรอง” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาในสเต็ปต่อไปที่ค่อนข้างท้าทาย เช่น การส่งเสริมโรงเรียนเอกชนนอกระบบให้มีบทบาทในตลาดการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาททางความคิดที่จะนำพาการศึกษาไทยให้รอดพ้นวิกฤตโควิด-19 นี้ไปให้ได้

อรรถพล ตรึกตรอง
อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ

ใช้วิกฤตโควิดสะสาง ร.ร.เถื่อน

สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนนอกระบบผิดกฎหมายและต้องเร่งแก้ไขนั้น “อรรถพล” ไล่เรียงว่าส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร หากเป็นอาคารเพื่อการศึกษาจะต้องระบุไว้ในใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคาร อาคารประเภทควบคุมการใช้ หรือ “ใบ อว.6”

อีกทั้งยังพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยอ้างว่ามีผู้เรียนไม่เกิน 7 คน เพื่อเลี่ยงการเสียภาษี และบางรายแม้ว่าจะได้รับใบอนุญาตแล้ว แต่ย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ก็ถือว่าทำผิดกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้ “อรรถพล” ยังมองว่าควรใช้วิกฤตโควิด-19 ตรวจสอบเข้มโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศแล้วเซตระบบใหม่

“ส่วนใหญ่ที่ลงพื้นที่สำรวจเชิงลึกแล้วพบว่าไม่มีใบอนุญาต เปิดสอนแบบวัดดวงกันไป นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนเข้ามาที่ สช.กว่า 100 เคส อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในภาวะวิกฤตโควิด-19 นี้จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่ควรล้วงลึกถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพื่อแก้ไขให้ถูกเรื่องและถูกที่”

“ส่วนในแง่ของคุณภาพการเรียนการสอน สช.มีระบบประกันคุณภาพควบคุมไว้อยู่แล้ว เช่น การกำหนดให้แต่ละโรงเรียน ‘ต้องรายงาน’ ผลการดำเนินกิจการและงบการเงินของโรงเรียนภายในเดือน ก.พ.ของทุกปี หากไม่รายงาน จะถูกตั้งสมมติฐานว่าได้ยกเลิกกิจการไปแล้ว พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ”

หาเจ้าภาพกำกับ โรงเรียนติวสอบ

ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนนอกระบบไม่ได้มีเพียงกวดวิชาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น ยังมีกวดวิชาสอบเข้าทำงาน เช่น สอบเข้าทนายความ นายอำเภอ สอบเข้ารับราชการ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญคือโรงเรียนเหล่านี้ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และไม่มีกฎหมายครอบคลุมธุรกิจนี้ เลขาธิการ สช.อธิบายในประเด็นนี้ว่า ในบางโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้น “ไม่เข้าข่าย” เป็นกวดวิชา ทำให้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพในการกำกับดูแล

อีกทั้ง สช.นั้นรับผิดชอบกำกับดูแลโรงเรียนกวดวิชาให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการหารือ ดังนั้น หลักสูตรที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาจึงไม่ได้กำกับดูแล และคาดว่าอาจจะต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจติวสอบเพิ่มเติม

“อรรถพล” ระบุเพิ่มเติมในประเด็นการหาเจ้าภาพเพื่อกำกับดูแลว่า สช.เตรียมจัดเวทีเพื่อหารือถึงโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลว่า หน่วยงานใดที่เหมาะสมที่จะเข้ามากำกับดูแล อีกทั้งจะต้องมีการดำเนินการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้อง คือ ภาษีเงินได้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีป้าย เป็นต้น

ที่สำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

เตรียมยกร่างกฎหมายคุมออนไลน์

การเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากผลพวงจากการระบาดของโควิด-19 และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM 2.5

ทั้งนี้ สำหรับการเรียนการสอนด้วยออนไลน์ กฎหมายที่มีอยู่ยัง “เอื้อมไม่ถึง” เพราะพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน ที่ใช้กำกับดูแลอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ครอบคลุมการเรียนผ่านระบบออนไลน์ โดยโรงเรียนเหล่านี้การลงทะเบียนเป็นการภายใน ฉะนั้น สช.จึงมีแนวคิดที่จะ “ร่างกติกา” ใหม่ให้ครอบคลุม

“ต้องยกร่างกฎหมายใหม่โดยเฉพาะ เพราะกวดวิชาออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึงมีโรงเรียนเอกชนส่วนหนึ่งที่เบนเข็มไปทำเรียนออนไลน์ อีกทั้งโรงเรียนบางรายไม่ได้มีการขอจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา กฎหมายมันวิ่งตามการเรียนผ่านออนไลน์ไม่ทัน

หากสังเกตจะพบว่าโรงเรียนกวดวิชาที่เคยประกาศว่าไม่สอนผ่านระบบออนไลน์ ก็ยังต้องตัดสินใจปรับนโยบายใหม่ เพราะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวบีบให้ต้องทำ” นายอรรถพลกล่าว

จัดระเบียบเรียนขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ “อรรถพล” ยังมีแนวคิดที่จะจัดระเบียบทั้งคุณภาพ มาตรฐาน สำหรับโรงเรียนนอกระบบที่มี 7 ประเภท กวดวิชาวิชาชีพ โดยเฉพาะด้านวิชาชีพโดยเฉพาะ มีตั้งแต่ถักเปียไปจนถึงสร้างเครื่องบิน การให้บริการในเรือสำราญ รวมถึงการสอนภาษาให้กับผู้ใหญ่ และประเภทศิลปะและกีฬา

นอกจากนี้ยังรวมไปจนถึงโรงเรียนที่สอนนาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย ดนตรีประยุกต์ โรงเรียนสอนกอล์ฟ โรงเรียนสอนแบดมินตัน และโรงเรียนสอนมวย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นโรงเรียนกลุ่มใหญ่ และภาครัฐควรใช้จุดแข็งของโรงเรียนมาช่วยสร้างอาชีพ สร้างงานเพื่อรองรับความต้องการของสถานประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

“ผมว่าแค่ 3 เดือน เห็นหน้าเห็นหลังเลย โรงเรียนเหล่านี้มีความเป็น professional และหางานให้กับประชาชนทั่วไปได้ เขาสามารถแยกแยะได้ว่า เดินเข้ามา 10 คน ควรจะสอนวิชาชีพอะไร อย่างอาชีพที่ใช้เวลาสั้น ๆ แค่เพนต์เล็บหากฝึกจนเก่งแล้วเป็นก็ทำมาหากินได้เลย และใช้เวลาเรียนแค่ไม่กี่วัน”

“อรรถพล” เล่าต่ออีกว่า ก่อนหน้านี้ สช.ได้มีการหารือกับกระทรวงศึกษาธิการถึงความเป็นไปได้ที่จะผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับระบบการศึกษาเพื่อช่วยเหลือด้านงบประมาณในการเรียนเพื่อสร้างอาชีพใหม่ รวมถึงอาชีพที่ 2 ให้กับผู้สนใจ เพื่อให้สอดรับกับปัญหาตกงานที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็นำเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) แต่กลับไม่มีความคืบหน้า

หนุนวิชาชีพปั้นคนป้อนตลาด

ทั้งนี้ “อรรถพล” ชี้ให้เห็นถึงความ “จำเป็น” ที่ สช.จะต้องคัดโรงเรียนเอกชนนอกระบบครั้งใหญ่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา สถาบันที่สามารถผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้มากที่สุด คือ โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ที่มีความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาวิชาชีพ

“หากจะเรียนนวดแผนโบราณก็ต้องไปเรียนที่วัดโพธิ์ หรือโรงเรียนหัตถศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนสอนทำอาหารต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง เพราะมีทั้งแบรนด์และมีความเป็นมืออาชีพ

หรือแม้แต่ตลาดต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ย้อนถามว่าหากจะต้องรอให้นักเรียนเรียนภาษาในระบบปกติจะต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะเรียนจบและใช้ประโยชน์ได้ แต่ทุกวันนี้มีโรงเรียนสอนภาษานอกระบบที่เปิดสอนให้ผู้สนใจเกือบทุุกภาษาแล้ว ที่สำคัญ ผู้เรียนสามารถเลือกช่วงเวลาในการเรียนได้ด้วย”

“อรรถพล” แนะว่า หากภาครัฐต้องการสร้าง “กำลังแรงงาน” เข้าระบบให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ควรทุ่มให้ความสนับสนุนโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ในขณะเดียวกัน โรงเรียนในระบบของภาครัฐก็ทำได้เช่นกัน เช่น การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และกลุ่มโรงเรียนอาชีวศึกษา ที่ต้องเรียนจบ ปวส.จึงจะสามารถออกหางานทำได้ ขณะที่โรงเรียนนอกระบบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานที่เข้ามาเรียนเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพและเกิดรายได้

ตอนนี้ที่ห่วงคือ “ห่วงวิชาชีพ” กับศิลปะและกีฬา เนื่องจากสามารถช่วยพัฒนาประเทศที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในการสร้างอาชีพ สร้างงาน โดยเฉพาะพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) ซึ่งสายวิชาชีพสามารถตอบสนองความต้องการได้

“ในแง่ของการเปลี่ยนอาชีพ วันนี้คุณอาจจะเป็นแอร์โฮสเตส แม้ว่าจะตกงาน แต่อย่างน้อยก็มีความสามารถด้านภาษาที่อาจจะไปทำงานด้านอื่น ๆ ได้ แต่อย่าลืมว่าบางครั้งใช้เวลาฝึกที่เท่ากัน แต่สำคัญอยู่ที่ ‘คนฝึก’ คือใคร อย่างเช่น ระหว่างเรียนทำอาหารเป็นศิษย์ป้าข้างบ้าน กับเป็นลูกศิษย์อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ถามว่าจะเลือกเป็นลูกศิษย์ใครถึงจะได้คัดเลือกเข้าทำงาน”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “อรรถพล” มองเห็นอีกคือ ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมด้านอาชีพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ด้านการกีฬา และด้านการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต เหตุผลคือโรงเรียนเหล่านี้สามารถอยู่ได้โดยไม่ล้มหายตายจาก สามารถช่วยบรรเทาอาการอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดจากโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

และที่สำคัญคือ กลุ่มคนทั้ง 3 ประเภทนี้ยังกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหากมองเห็นประโยชน์ของประเทศก็ควรเร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สช. โรงเรียนกวดวิชา