ในการที่เข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างข้อมูลของฝ่ายวิจัย KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระบุว่า ปัจจุบันเอเชียเป็นสนามประลองสำคัญของธุรกิจฟินเทค เนื่องจากขนาดของประชากรที่ใหญ่ ทั้งยังถือว่าเป็นตลาดใหม่บริสุทธิ์ที่การแข่งขันไม่สูงนัก
การลงทุน เริ่มคึกคักตั้งแต่ปี 2015 มีนักลงทุนสนใจทุ่มงบฯไปกับธุรกิจฟินเทคในเอเชียเป็นมูลค่าถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ มากกว่ายุโรปถึง 3 เท่า
งานวิจัยระบุว่า ประชากรเอเชียจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารปกติ ขณะที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนในภูมิภาคนี้มากกว่า 1 พันล้านคน จึงเป็นช่องว่างที่ทำให้ฟินเทคในเอเชียเติบโต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเบ่งบานของ “ฟินเทค” ล่าสุด ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) “ราวี เมนอน” ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือน “ฟองสบู่ฟินเทค” เพียง 1 สัปดาห์ก่อนถึงงาน “Singapore FinTech Festival” ที่จัดขึ้นในวันที่ 13-17 พฤศจิกายนนี้
“ราวี เมนอน” ประธาน MAS ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กถึงกระแสความแรงของฟินเทคในปัจจุบันว่า ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงกับการลงทุนในฟินเทคมากขึ้น
“ผมเริ่มเห็นสัญญาณของฟองสบู่ในฟินเทค เพราะบางโมเดลธุรกิจดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลยในโลกความเป็นจริง และเกิดการลงทุนที่เกินตัวไปมาก”
ทั้งยังอ้างถึงจุดเริ่มต้นที่มี ความคล้ายคลึงกับยุค “ฟองสบู่ดอตคอม” ในช่วงการเปลี่ยนผ่านศตวรรษ โดยหวังว่าในยุคฟินเทคครองเมืองจะไม่เหมือนในยุคนั้น ที่ทำให้มีความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์
ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ ยังแสดงความกังวลต่อฟินเทคประเภท “peer-to-peer lending” เป็นแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมเงินจับคู่ตรงระหว่างผู้ที่ต้องการกู้กับผู้ปล่อย กู้ โดยเจ้าของแพลตฟอร์มจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากทั้งสองฝ่ายเป็นรายได้หลัก
ในประเทศจีนถือว่ามีการเติบโตสูงสุด ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงมากที่สุดเช่นกัน เพราะปัจจุบันมีแพลตฟอร์มประเภทนี้ปิดตัวไปแล้วถึง 4,000 แห่ง เช่นที่เป็นคดีฉาวที่สุดคือกรณีบริษัท Ezubo ซึ่งถือว่าเป็นผู้ให้บริการ P2P Lending ที่มีการระดมทุนผิดกฎหมายกว่า 50,000 ล้านหยวน และคดีบริษัท Wanzhong Fortune Group ระดมทุนผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มูลค่ากว่า 800 ล้านหยวน เป็นต้น
รวมทั้งประเด็นการใช้ “บิ๊กดาต้า” ในการทำเครดิตรายบุคคล ว่าผู้ใช้บริการแต่ละรายมีความเสี่ยงระดับไหน ควรจะได้เครดิตเงินกู้เท่าไหร่ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านมือถือ การใช้โซเชียลมีเดีย หรือการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นการวิเคราะห์ในรูปแบบที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นการประมวลผลเรื่องเหล่านี้อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดมหาศาลได้ ถ้าใช้บิ๊กดาต้าในการวิเคราะห์แบบผิดวิธี แต่ขณะเดียวกันบิ๊กดาต้ามีประโยชน์มาก เป็นการวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค
นอกจากนี้ ประธาน MAS กล่าวถึง “เงินสกุลดิจิทัล” หรือ cryptocurrency ว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะสามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริง แต่จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องการเข้ารหัสลับที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าของ “บิตคอยน์” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางสิงคโปร์ ได้ออกจดหมายเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงในสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering)
“ผมหวังว่าวงการ กฎหมายทั่วโลกจะสามารถกำกับเรื่องเหล่านี้เพื่อควบคุมตลาดโดยเร็วที่สุด เพราะความเสี่ยงจากความไม่พร้อมของตลาดอาจกลายเป็นความเสี่ยงอันสูงสุด และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนสิ้นซาก” ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์กล่าวและทิ้งท้ายว่า
อย่างไรก็ตาม ฟินเทคยังคงเป็น “อนาคตของวงการเงิน” แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งต้องมีการทดลองสิ่งใหม่ ๆ และระบบการป้องกันอีกมาก