พลังประชารัฐ ศึกษาแนวทาง “พรรคคอมมิวนิสต์จีนโมเดล”
ประยุทธ์กับธรรมนัส
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อร่าง-ขึ้นโครงจากหัวหน้ามุ้ง-ผู้นำก๊ก และกลุ่มผลประโยชน์ที่มารวมตัวกันสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี “สมัยสอง” เป้าหมาย “เป็นรัฐบาล”
วันแรก-ก่อตั้ง ปี 2561 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน พรรคพลังประชารัฐ เปลี่ยนหัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรคมาแล้ว 3 ยุค ยุคพลเรือนล้วน-ทหารล้วน-พลเรือนผสมทหาร
รุ่นแรก-ยุคสร้างตัว นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคคนที่ 1 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคคนที่ 1
รุ่นที่สอง-ยุคสลายก๊ก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคคนที่ 2 นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคคนที่ 2
รุ่นที่สาม-ยุคหลอมรวม พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคคนที่ 2 – “สมัยสอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคคนที่ 3
ตลอด 3 ปีของการดำรง-คงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐ เกิดความขัดแย้ง-ชิงตำแหน่งของแกนนำ-กลุ่มนำภายในพรรคพลังประชารัฐ ผลัดกันรุก-ผลัดกันรับ รอมชอม-แตกหัก
“ร.อ.ธรรมนัส” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รุ่นที่ 2 หลังจากศึกชิงเก้าอี้แม่บ้านพรรคพลังประชารัฐ ถูก “รับน้อง” จากปมความขัดแย้งส่วนตัว-ชิงเก้าอี้ประธานอนุกรรมาธิการสภา ต้องทำหน้าที่ “หย่าศึก” ภายในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างเอ-ปารีณา กับวิรัช รัตนเศรษฐ
“ยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่เป็นระบบ ต่อไปนี้ต้องเป็นระบบ ผมได้ให้อาจารย์ไพบูลย์ (นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค) สร้างกติกาใหม่ ระเบียบของพรรคใหม่ในการทำงานการเมืองของพรรคอย่างเป็นระบบ”
“ที่ผ่านมาไม่เป็นระบบ ต้องมีระบบในการอยู่รวมกัน ต้องสร้างระเบียบของพรรคขึ้นใหม่ มีข้อบังคับของพรรคขึ้นมาใหม่ในเรื่องมารยาทในการอยู่ร่วมกันในพรรคพลังประชารัฐ”
“ท่านหัวหน้าพรรคกำชับผมมาโดยตลอดว่า มาเป็นเลขา แล้ว ต้องทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาหลาย ๆ กลุ่ม ผมกล้าพูดว่า เป็นกลุ่มเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องท่านสุริยะ (จึงรุ่งเรืองกิจ) ท่านสมศักดิ์ (เทพสุทิน) ท่านอนุชา (นาคาศัย แกนนำกลุ่มสามมิตร) ท่านสุชาติ (ชมกลิ่น) ผมคุยหมดแล้วทุกกลุ่ม ถ้าเราเปิดใจเข้าหากัน ทิศทางการเมืองของพรรคก็จะเป็นทิศทางเดียวกัน”
นอกจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม-ก๊วนภายในพรรคแล้ว ยังมีการ “ปรับโครงสร้างพรรค” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์พรรค “ทุกมิติ” ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ การศึกษา การกีฬา
โดยเฉพาะ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีการซุ่ม-ฟอร์มทีมเศรษฐกิจ ดึงนักเรียนทุน จบ.ด็อกเตอร์ร่วมทีม โดยนำ “โมเดลกว่างซี” ของ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ดีไซน์นโยบายเศรษฐกิจ-แก้กับดักความยากจน โดย พล.อ.ประวิตรสั่งดูข้อกฎหมายแล้ว
โดยจะมี “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” เข้ามาสังเกตการณ์ในการหารือในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้
“ร.อ.ธรรมนัส” ให้เหตุผลของการเป็น “พันธมิตร” กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลจีนได้ทำนโยบายให้ประเทศจีนหลุดจากกับดักจากความยากจน กลายเป็นประเทศพัฒนา โดยมี มณฑลกว่างซี ซึ่งตนและรองหัวหน้าพรรคได้ประชุมร่วมกันเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อนำเอาโมเดลมณฑลกว่างซีที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้อย่างไร ซึ่งมีจำนวนประชากรประมาณ 60 ล้านคน ใกล้เคียงกับประเทศไทย
“แม้ระบบการปกครองต่างกัน เราคงเลือกเอาวิธีการที่เข้ากับระบบการปกครองของเรา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่เราจะไปเลียนแบบทุกเรื่อง ที่ไม่เข้ากับระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรา เรายังเน้นเรื่องความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งท่านหัวหน้าพรรคได้ฝากให้ไตร่ตรองกับฝ่ายกฎหมายให้ดี”
ทั้งนี้ เลือกแต่สิ่งที่เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยไม่ขัดกับระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
พรรคพลังประชารัฐจึงมี “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” เป็น “มหามิตร” ทางการเมือง ซึ่ง “ร.อ.ธรรมนัส” จะได้แลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์พรรคร่วมกัน
ตลอด 100 ปีหลังก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน “ผ่านร้อนผ่านหนาว” เกิดสงครามรุกรานทั้งจากภายนอก-สงครามภายในประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง
ช่วงแรก ปี 1921-1949 เป็นช่วงการก่อตั้งพรรคและการต่อสู้ของ “ก๊กมินตั๋ง” กับกองทัพญี่ปุ่น
ช่วงที่สอง ปี 1949-1979 ช่วงปฏิวัติสังคมนิยม รื้อระบบการเมือง-เศรษฐกิจของเก่า และสนธิสัญญาที่กดขี่คนจีน และสร้างสรรค์สังคมนิยม วางพื้นฐานสังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การทหาร
เป็นการปฏิรูป-รื้อระบบการเมืองและเศรษฐกิจของเก่า ภายหลังช่วงแรกเกิดความบกพร่องของนโยบายพรรค
ช่วงที่สาม ปี 1979-2012 ปฏิรูปกลับสู่ภายนอก เน้นสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนจากจากการต่อสู้ทางการเมือง และมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ภายนอก ทำให้เศรษฐกิจจีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทิศทาง-ทฤษฎีสังคมนิยมของจีนมีเอกลักษณ์
ช่วงที่สี่ ปี 2012 การประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 18 – เลือก “สี จิ้นผิง” เป็นผู้นำคนใหม่ เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ประกาศศักดาเข้าใกล้บรรลุเป้าหมายศตวรรษที่ 1 เข้าสู่ศตวรรษที่สอง เข้าสู่การต่อสู้-สร้างสรรค์สังคมนิยมกินดีอยู่ดีโดยถ้วนหน้า-สังคมนิยมพอกินพอใช้-สังคมนิยมสมบูรณ์พูนสุข
ก่อนหน้าครบรอบ 100 ปี
ปี 1840 ราชวงศ์เข้าสู่สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 – พ่ายแพ้ เกิดการรุกรานจากทหารต่างประเทศหลายครั้ง ประเทศชาติเสียหาย-ประชาชนยากลำบาก
ก่อนเข้าสู่ “ยุคกู้ชาติ” เปลี่ยนโฉมหน้าจาก “ยุคนักการทหาร” สู่ “ยุคปฏิรูประบอบการเมือง” เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการแพ้สงครามทะเลให้กับญี่ปุ่น
จากยุคนักการทหาร เป็นยุคระบบการเมือง-ปฏิรูปการเมืองเหมือนกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนอังกฤษ-ญี่ปุ่น
ทว่า 100 กับอีก 3 วัน ล้มเหลว-ไม่สำเร็จ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ภายใต้การนำของ “ซุน ยัตเซน”
1 เดือนเศษ ซุน ยัตเซนลาออก-คุมไม่ได้ เพราะการปกครองแบ่งแยกเป็นภาค-ขุนศึก ก่อนให้ “ขุนศึกภาคเหนือ” คุมแต่เกิดเป็นสงครามภายใน-เกิดการเปลี่ยนแปลงลัทธิตลอดมา
ก่อนจะมีลัทธิมาร์กซ์ของสหภาพโซเวียต โดยเรียนรู้-ปรับปรุงให้เข้ากับจีน เลียนแบบ-ล้มเหลวบ้าง เกิดความเสียหาย