ศบค. เปิดยอดผู้เสียชีวิต 50 เขตกทม. สธ.ปรับมาตรการลดผู้ติดเชื้อ
นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน
ศบค. เปิดข้อมูลผู้เสียชีวิต 50 เขตใน กทม. มีเสียชีวิตครบทุกทุกเขต ระบุ “คลองเตย-จตุจักร” เสียชีวิตสูงสุด เขตละ 52 ราย ขณะที่เขตทวีวัฒนาเสียชีวิตน้อยสุด 4 ราย สธ.ปรับมาตรการคุมผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต เร่งฉีดวัคซีนกลุ่มผู้สูงอายุ-7 โรคเสี่ยงให้มากขึ้นตลอดเดือน ก.ค.นี้
วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเชื้อโควิดแยกเป็นรายเขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า เขตจตุจักร และเขตคลองเตย พบผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 52 คน เท่ากัน รองลงมาเป็นเขตจอมทอง 37 คน ดินแดง 32 คน
เขตคลองสามวา 30 คน ธนบุรี 30 คน ป้อมปราบศัตรูพ่าย 29 คน บางกะปิ 28 คน ลาดพร้าว 27 คน บางเขน 27 คน ส่วนเขตที่มีผู้เสียชีวิตน้อยที่สุดคือเขตทวีวัฒนาคือ 4 คน

“ทั้งหมดเป็นท็อป 10 ของผู้เสียชีวิตมากที่สุด ก็จะเป็นกลุ่มเขตที่เราได้รับฟังบ่อย ๆ ว่า มีอัตราการป่วยเยอะ ก็เลยมีการเสียชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนเขตหรือรายย่อยรอง ๆ ลงไป ประชาชนสามารถติดตามในเฟซบุ๊กของ ศบค.ได้ สรุปแล้วมีทุกเขตของคนที่ต้องเสียชีวิตลงไป มีตั้งแต่เลข 2 หลัก และ 1 หลัก” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว และว่า
ตรงนี้มีการพูดคุยเพื่อที่จะลดการเสียชีวิตตรงนี้จะต้องทำอย่างไรต่อไป โดยกระทรวงสาธารณสุขจะมีการแถลงต่อไป

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศในวันนี้ 12 ราย ที่พบติดเชื้อ หลักๆอยู่ที่เมียนมาและกัมพูชา และช่องทางธรรมชาติยังมีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ก็ขอความร่วมมือทุกท่านด้วย ซึ่งล่าสุดผ่านมาทางแม่สอด สระแก้ว จันทบุรี หลักๆ” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว

ส่วน 10 อันดับที่เป็นรายใหม่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังมีผู้ติดเชื้อสูงสุด วันนี้พบผู้ติดเชื้อสูงถึง 1,729 ราย สมุทรปราการ 411 ราย สมุทรสาคร 389 ราย ปทุมธานี 352 ราย สงขลา 318 ราย ชลบุรี 279 ราย นนทบุรี 270 ราย พระนครศรีอยุธยา 212 ราย นครปฐม 143 ราย ปัตตานี 133 ราย (ตามตาราง)

ทางด้านนายแพทย์ เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงแนวทางการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ในเวลาต่อมาว่า การระบาดครั้งนี้จะเห็นตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลักพันมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ของโรค การระบาดยังอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดเป็นผู้ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการระบาดขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้จะมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่จังหวัดต่าง ๆ สามารถดูแลได้เป็นอย่างดีและสามารถนำผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้
ทั้งนี้ สธ.ไม่มีอำนาจโดยตรงในการดูแลในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก สธ.จึงเข้ามาช่วยเหลือดูแล กทม. ตั้งแต่การควบคุมโรค การบริหารจัดการเตียง และให้นโยบายวัคซีนโควิด-19 เพื่อการควบคุมโรคให้เร็วที่สุดและช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยให้เร็วที่สุด
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ในการรักษาพยาบาล สธ.สั่งการให้บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ในพื้นที่ที่ยังมีการติดเชื้อจำนวนน้อย เข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาล (รพ.) บุษราคัม ซึ่งมี 3,700 เตียง ดูแลผู้ป่วยอาการปานกลางไปจนถึงอาการหนัก ซึ่งหากอาการรุนแรงมากก็จะมีการส่งต่อไปโรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ หรือ รพ.ขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์นี้ เราได้ร่วมกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ เปิดเตียงไอซียูอีก 24 เตียง และร่วมกับภาคเอกชนเปิดเตียงไอซียู ที่ รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ 11 อีก 58 เตียง โดยมีบุคลากร จาก รพ.วชิรพยาบาล รพ.ธรรมศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เข้าไปช่วยดูแลผู้ป่วย
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้เสนอมาตรการปรับวิธีการควบคุมโรคให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อและให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น โดย 4 มาตรการใหม่ ได้แก่ 1.การค้นหาผู้ติดเชื้อใหม่ 2.ปรับระบบรักษาดูแลผู้ป่วย 3.มาตรการวัคซีน และ 4.มาตรการสังคม ซึ่งจะเป็นการควบคุมโรคที่จะใช้ในกรุงเทพฯ โดยทันที เพื่อพยายามควบคุมโรค ให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง
ทั้งนี้ มีการใช้มาตรการแนวทางแยกกักที่บ้าน (Home isolation) ซึ่งจะมีระบบดูแลรักษาผู้ป่วย เราจะไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย แต่หากมีอาการมากขึ้นก็จะส่งต่อตามระบบต่อไป
ด้านมาตรการวัคซีน สธ. ประกาศนโยบายฉีดวัคซีน ใน 1.การฉีดวัคซีนกระตุ้น (booster dose) ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าใน รพ. ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นสำหรับการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะสายกลายพันธุ์ หรือสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมา เพื่อธำรงรักษาระบบสาธารณสุขของประเทศให้เดินหน้าบริการให้ประชาชนต่อไปได้
แต่การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นอย่างไร ก็ขอให้เป็นไปตามข้อมูลทางวิชาการในการใช้วัคซีน จากฝ่ายวิชาการที่มีอยู่ แต่จะให้เร่งให้ทันเวลา
ส่วนนโยบายการฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ขอย้ำว่า วัคซีนที่มีในเดือนกรกฎาคมนี้ จะเน้นให้กับ 2 กลุ่มนี้ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของวัคซีนที่ได้มา เพื่อลดอัตราการป่วยหนัก หรือการเสียชีวิต
ส่วนการฉีดวัคซีนตามนโยบายปูพรมจะลดลง แต่จะฉีดในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น มุ่งเน้นการฉีดเพื่อการควบคุมโรคในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ซึ่งจะมีวางมาตรการลงไป เช่น เฝ้าระวังการติดเชื้อ ฉีดวัคซีนเข้าไปในพื้นที่ระบาด เพื่อการควบคุมโรคให้ดีขึ้น ลดจำนวนการติดเชื้อ และลดการติดเชื้อในกลุ่มที่จะมีอาการรุนแรงและอาการหนักต่อไป
ขณะที่เดือนต่อไป ก็จะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนประชากรให้มากที่สุด

