ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ 17 วัน นักท่องเที่ยวกว่า 7 พันคน เงินสะพัด 200 ล้าน
17 วันภูเก็ตแซนด์บอกซ์นักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 7 พันคน เงินสะพัด 200 ล้านบาท เหตุเพิ่มความเข้มคุมคนไทยเข้าพื้นที่สกัดโควิดที่มีแนวโน้มเพิ่ม
วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงนามคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 คำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 4021/2564 เรื่อง กำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับคนไทยจากต่างจังหวัดหรือคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่มีการกลายพันธุ์เป็นหลายสายพันธุ์ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข จังหวัดภูเก็ตจึงจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อเร่งแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลงโดยเร็ว

โดยการกำหนดมาตรการที่มุ่งลดและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคลเพื่อลดการรวมกลุ่มบุคคลและเร่งมาตรการด้านการป้องกันและควบคุมโรค การฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของโรค การรักษาพยาบาล ขณะเดียวกันยังคงมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยมีมาตรการที่สำคัญ ดังนี้
ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 13 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดจำนวน 53 จังหวัด และพื้นที่ควบคุมจำนวน 10 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 76 จังหวัด การเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค Covid-19 ชนิดซิโนแวค, ซิโนฟาร์ม ครบ 2 เข็ม หรือได้รับวัคซีนชนิด Astrazeneca, ไฟเซอร์, Moderna, Johnson & Johnson จำนวน 1 เข็มมาแล้วไม่น้อยกว่า 14 วัน
หรือเป็นผู้ที่หายจากอาการป่วยด้วยโรค Covid-19 มาแล้วไม่เกิน 90 วัน และต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR หรือวิธีการ Antigen test ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการตรวจ ยกเว้นเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีจนถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์การได้รับวัคซีนและเดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ให้มีการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR หรือวิธีการ Antigen test ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับการตรวจ
กรณีนักเรียนนักศึกษาอายุไม่ถึง 18 ปี ที่ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 และมีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านเข้าออกจังหวัดเพื่อการเรียนการศึกษาให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาหรือศึกษาธิการจังหวัดออกบัตรประจำตัวรูปแบบเดียวกันแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อเดินทางผ่านเข้าออกจังหวัดภูเก็ต และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR และออกใบรับรองการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้มีผลใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 1 เดือน
กรณีผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจังหวัดภูเก็ต หรือมีภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่หรือทำงานในจังหวัดภูเก็ตต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR หรือวิธีการ Antigen Test ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับการตรวจยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จนถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับวัคซีน และเดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR หรือวิธีการ Antigen Test ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับการตรวจและต้องมีหนังสือรับรองจากพนักงานฝ่ายปกครอง นายอำเภอหรือผู้ได้รับมอบหมายตามแบบรับรองแนบท้ายคำสั่งนี้
หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2564

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 จังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมา มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่สูงนัก แต่ล่าสุดเมื่อตัวเลขอยู่หลัก 10 กว่าต่อวัน จึงต้องมีการปรับมาตรการ คือ เดิม ตั้งไว้ที่ 90 รายต่อสัปดาห์ที่ต้องมีการปรับมาตรการ วันนี้แมัยังมีตัวเลขไม่ถึงตามที่ตั้งไว้แต่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น
“ตอนนี้ถือว่ายังอยู่ในการควบคุมได้ การปรับมาตรการเพิ่มขึ้นของจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้โครงการภูเก็ต แซนด์บอกซ์สามารถเดินต่อได้ สร้างความปลอดภัยให้มากขึ้น เป็นการป้องกันไว้ก่อนที่จะแพร่ระบาดสูงกว่านี้ ทางจังหวัดจึงมีคำสั่งยกระดับมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดินทางเข้าทางบก ทางอากาศ ในมาตรการต่าง ๆ ที่มีคำสั่งจังหวัด ขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือด้วย เช่น การดื่มสุราในที่สาธารณะ ในที่ชายหาด เป็นต้น หากร่วมมือตามมาตรการจะทำให้โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ มีความแข็งแรงมากขึ้น จึงอยู่ที่ประชาชนให้ความร่วมมือเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ได้มากขึ้น
โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ดำเนินการมา 1-17 กรกฎาคม 2564 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวน 7,462 คน เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ ประมาณ 200 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะว่าถ้าไม่มีภูเก็ตแซนด์บอกซ์จะไม่มีรายได้ ตอนนี้มีประชาชนหลายคนเริ่มมีรายได้เกิดขึ้น บ้านเช่า ที่เคยร้างมีพนักงานโรงแรมเข้ามาเช่าบ้าน มีช่างเข้ามาซ่อมแซมบ้าน เริ่มมีงานทำ และร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มเปิดขายอาหารรวมทั้งในตลาดเริ่มค้าขายดีขึ้น” นายปิยพงศ์กล่าว
ส่วนยอดจองโรงแรมของโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ภูเก็ตถูกเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูงของไทย สิ่งที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามประชาสัมพันธ์ในระดับโลก ให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูง แต่ภูเก็ตมีความปลอดภัย
นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดภูเก็ต ในช่วงหลังเจอผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละ 9 ราย 10 ราย 15 ราย ในวันที่ 18 ก.ค. 64 มี 2 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 1 ราย และจากภูเก็ตแซนด์บอกซ์ 1 ราย
ขณะนี้ผู้ป่วยโควิด-19 จากภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ทุกคนมีอาการดี เพราะว่าได้รับวัคซีนมา บางคนไม่มีอาการแต่เจอผลบวก ต้องแยกตัวไปกักตัวและเข้ารักษา ยังไม่มีผู้ป่วยอาการหนักที่จะต้องเข้าห้องไอซียู ซึ่งผู้ป่วยมาจากหลายชาติ อาทิ ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และไทย
ข้อมูลระหว่างวันที่ 1-17 ก.ค. 64 ผู้ป่วยโควิด-19 จากภูเก็ตแซนด์บอกซ์ รวมทั้งหมด 16 ราย ในจำนวนนี้มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อครั้งที่ 1 ทั้งหมด 8 ราย เพราะว่า 7 ราย เจอบวกตั้งแต่เข้ามาสวอบที่สนามบิน แต่อีก 1 ราย มีอาการป่วยในวันที่ 2 และ วันที่ 3 หลังจากเข้ามา คิดว่าน่าจะเป็นการติดเชื้อจากต่างประเทศ เข้ามา ประเด็นนี้ได้ประสาน กับ ททท. และกระทรวงการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในการออก COE และผลแล็บ ที่อาจย้อนแย้งกับผลแล็บของไทย ส่วนที่พบในวันที่ 6-7 ของการอยู่ในภูเก็ตเจอ 7 ราย ยังก้ำกึ่งว่าจะเป็นการติดเชื้อในระยะฟักตัวหรือติดเชื้อในภูเก็ต เป็นได้ทั้งสองอย่าง ส่วนการอยู่ในภูเก็ตวันที่ 12-13 เจอ 1 ราย
สถานการณ์โรคโควิด-19 ของผู้ป่วยโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ไม่น่าเป็นห่วง สามารถตรวจเจอได้เร็วแยกไปรักษาได้ แต่ที่ห่วง คือคนไทยที่เข้ามาจากจังหวัดที่เสี่ยงทำให้มีการระบาดในชุดหลัง ที่เจอ 10 ราย 15 ราย ต่อวัน ทางจังหวัดภูเก็ตจึงมีการเพิ่มมาตรการตรงนี้ออกมา เพื่อประคองให้ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ผ่านไปได้ด้วยดี การบริหารจัดการศักยภาพของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัด ภูเก็ต จะไม่วิกฤตจนเกินไป
ส่วนความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์ เราค่อนข้างระมัดระวังในส่วนของประชาชน ที่มาจากจังหวัดเสี่ยงเข้มข้นสูงสุด โอกาสจะเป็นพันธุ์เดลต้าที่เรากลัวกันค่อนข้างสูง สามารถแพร่กระจายรวดเร็ว ขณะนี้ในภูเก็ตพบสายพันธุ์เดลต้าแล้ว จำนวน 7 ราย จึงมีการเพิ่มมาตรการที่จะเข้ามาภูเก็ต จะต้องฉีดวัคซีนครบและต้องมีการสวอบ ทั้ง Rapid Antigen Test หรือ RT-PCR ในส่วนที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ที่เข้ามาเหมือนกัน มีการปรับมาตรการให้เข้มข้นขึ้นเพื่อไม่ให้ยอดผู้ป่วยในภูเก็ตมีจำนวนมากขึ้น
ส่วนยอดเตียง ถือว่าบริหารจัดการได้ แต่ถ้าหากตัวเลขของการเจ็บป่วยยังอยู่ที่วันละ 10 ราย หรือ 15 รายขึ้นไปโดยเฉลี่ยตามมาตรการที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก คือ ภายใน 1 สัปดาห์ เกิน 90 ราย หมายถึง 13 ราย ต่อวัน ถ้าปริมาณคนไข้ประมาณนี้จะทำให้เกิดภาวะวิกฤตเรื่องเตียง ที่จะรองรับในผู้ป่วยสีเหลือง หรือสีส้ม ในส่วนผู้ปวยอาการหนักผู้ป่วยสีแดงที่ต้องใช้ไอซียู จึงต้องจัดการความเข้มข้นของการควบคุมโรคก่อน
จังหวัดภูเก็ตมีมาตรการเฝ้าระวังสูงและมีการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ มีการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชน เป็นความโชคดีที่เศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มดีขึ้นอยากให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศที่ดีมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อพยายามรักษาภูเก็ตแซนด์บอกซ์ไว้อย่างสุดชีวิตให้อยู่กับเราได้นานที่สุด เพราะเป็นเรื่องดีของประเทศไทย
และได้มีการประเมินความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในครึ่งเดือนหลัง ถ้ามีกิจกรรมเหมือนเดิมมีการรวมตัวกันต่าง ๆ จะมีการแพร่ระบาด ซึ่งทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ขอให้ชาวภูเก็ตปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT เหมือนเดิม แต่กิจกรรรมหลายอย่างต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของภูเก็ต
สิ่งที่ขอฝากประชาชน คือ วัคซีนยังมีส่วนหนึ่งที่อยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ยังไม่ได้เข้าถึงวัคซีน อยากเชิญชวนให้มาฉีดวัคซีน มีเพียงพอกับทุกคน รวมถึงประชากรแฝงที่มาทำงานที่ภูเก็ต เข้ามาลงทะเบียนในเว็บไซต์ www.ภูเก็ตต้องชนะ.com ในนามองค์กร หรือให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านรับรองมา เพื่อมาฉีดวัคซีนกัน ซึ่งต้องวัคซีนให้เกิน 70% ของประชากร
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่มีซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า และจากการหารือกับผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข ทราบว่ามีนโยบายการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แอสตร้าเซนเนก้า หรือไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ ก่อนโดยจะเริ่มในสัปดาห์หน้า ส่วนเคสต่อไปฉีดแอสตร้าเซนเนก้าให้บุคลากรปฏิบัติงานที่ด่านหน้า คาดว่าในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ ส่วนประชาชนจะฉีดแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีนทางเลือกอื่นอยู่ระหว่างการดำเนินการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข
