โบรกฯจับตา ตลท.สกัดหุ้นร้อน ลดดีกรีเก็งกำไร-ราคาวิ่งเกินพื้นฐาน
จับตาตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับหุ้นร้อน “บล.เอเซีย พลัส” ชี้ปีนี้เล่นเก็งกำไรหุ้นเล็กกันมากจนราคาเกินพื้นฐาน เชื่อมาตรการเข้มขึ้นสกัดความร้อนแรง ขณะที่ “เมย์แบงก์กิมเอ็ง” มองไม่ใช่หุ้นปั่นอย่างเดียว ฟาก “ภากร” ยันทำเพื่อลดความเสี่ยงให้นักลงทุน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำลังพิจารณาปรับเพิ่มเกณฑ์มาตรการกำกับการซื้อขายด้วย cash balance และ net settlement เพื่อป้องกันสภาวะการซื้อขายผิดปกตินั้น ปีนี้หุ้นขนาดเล็ก outperform ค่อนข้างมาก ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 5 ส.ค.)
โดยตลาดหลักทรัพย์ mai ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้น 52% ระดับราคาต่อกำไร (P/E) อยู่ที่ 65 เท่า ขณะที่ดัชนี sSET (หุ้นที่ไม่อยู่ใน SET50 และ SET100) ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้น 43% ระดับ P/E อยู่ที่ 52 เท่า ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ SET 50 ผลตอบแทนแทบไม่ขยับ ระดับ P/E อยู่ที่ 21 เท่า เช่นเดียวกับ SET Index ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นแค่ 5% เท่านั้น มีระดับ P/E อยู่ที่ 27 เท่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ซื้อหุ้นไทยในปีนี้ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท

ดังนั้น เม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยที่แสวงหาผลตอบแทน (search for yield) เข้ามาเก็งกำไรหุ้น ทำให้หุ้นขนาดเล็ก outperform ได้ค่อนข้างดี ส่งผลทำให้หุ้นหลายตัวมีการติดเกณฑ์ cash balance ระดับที่ 1 อยู่พอสมควร ประมาณ 38 บริษัท และติดเกณฑ์ระดับที่ 2 คือ ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ cash balance อีก 7 บริษัท และติดเกณฑ์ระดับที่ 3 คือ ห้าม net settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ cash balance อีก 3 บริษัท ซึ่งหุ้นที่ถูกกำกับการซื้อขายทั้ง 3 ระดับ พบว่า ค่าเฉลี่ยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกิน 100%
“ด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นอย่างร้อนแรงโดยปัจจัยพื้นฐานแปรตามไม่ทัน จาก P/E ที่สูง เลยมีโอกาสเก็งกำไรกันอย่างร้อนแรงเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯอาจจะมีมาตรการคุมเข้มที่มากขึ้น ดังนั้นจะเห็นหุ้นขนาดเล็กที่ outperform กันดี ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ต่อจากนี้ความเสี่ยงตรงนี้ทำให้อาจจะดีดตัวขึ้นได้ร้อนแรงน้อยลง” นายภราดรกล่าว
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นติดเกณฑ์กำกับซื้อขายส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เนื่องจากเกิดจากความคาดหวังของนักลงทุนที่เข้าไปเล่นเก็งกำไร โดยเกณฑ์ cash balance ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯใช้พิจารณาเบื้องต้นมีด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ 1.มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่าปกติ (SET มากกว่า 100 ล้านบาท และ mai มากกว่า 80 ล้านบาท)
2.มีอัตราการหมุนเวียนการซื้อขาย 1 สัปดาห์ มากกว่า 40% หรือมีแรงเก็งกำไรมาก และ 3.ประเมินปัจจัยพื้นฐาน โดยวัดจากระดับ P/E มากกว่า 40 เท่า หรือขาดทุน (คิดย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุด)
“เราคงต้องประเมินกันดูว่า ที่เล่นเก็งกำไรกัน พองบการเงินออกมาเป็นของจริงหรือไม่ เพราะบางบริษัทมีปัจจัยบวกจริง แม้ติดเกณฑ์ cash balance แต่จะหลุดออกมาได้ ดังนั้นเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะออกคุมเข้มเพิ่ม คงต้องคิดในหลายแง่มุม เพราะหุ้นพวกนี้อาจจะไม่ใช่หุ้นปั่นอย่างเดียว อาจจะเป็นหุ้นที่เทิร์นอะราวนด์ก็ได้” นายวิจิตรกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังอยู่ระหว่างหารือผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปรับเพิ่มเกณฑ์มาตรการกำกับการซื้อขายด้วย cash balance และ net settlement เพื่อป้องกันสภาวะการซื้อขายผิดปกติ แม้ขณะนี้มาตรการที่ใช้ในการควบคุม 3 ระดับ จะค่อนข้างมีประสิทธิภาพกว่า 90% แล้วก็ตาม แต่ยังมีบางจุดที่ต้องควบคุมเพิ่ม
“เราต้องการลดความเสี่ยงให้นักลงทุน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหุ้นที่ติด cash balance จะต้องเป็นหุ้นไม่ดีเสมอไป เพราะบางทีแนวโน้มธุรกิจของหุ้นตัวนั้น อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ จนทำให้คนรีบเข้าไปซื้อหุ้น ก็ส่งผลให้หุ้นตัวนั้นติดมาตรการกำกับซื้อขายได้เหมือนกัน” นายภากรกล่าว