ระวังแรงเทขายหุ้นไทย หลัง MSCI ปรับพอร์ต-คาบเกี่ยววันหยุด
ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,530-1,545 จุด ระวังแรงเทขายหลังวานนี้ปิดบวกราว 2 จุด ได้แรงหนุน “หุ้นกลุ่มสื่อสาร-พลังงาน” ช่วยประคอง ส่วนกลุ่มเปิดเมืองเริ่มถูกเทขายทำกำไรตามคาด เหตุปัจจัยลบยังคงกดดันอัพไซต์ ด้านวุฒิสภาสหรัฐผ่านแผนโครงสร้างพื้นฐานวงเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กดดันเงินไหลออกจากฝั่งเอเชียมีผลให้เงินบาทไทยทรงตัวอ่อนค่าต่อไป ติดตาม “การปรับพอร์ตของ MSCI-การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ก.ค. 64”
วันที่ 11 สิงหาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ระวังแรงเทขาย หลังวานนี้ปิดบวกราว 2 จุด หลังได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสื่อสารและพลังงานช่วยประคอง ขณะที่กลุ่มเปิดเมืองเริ่มถูกเทขายทำกำไรตามที่ทางฝ่ายวิจัยคาด เนื่องจากปัจจัยลบยังคงกดดันอัพไซด์และภาพรวมของการลงทุนวันนี้ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การปรับพอร์ตของ MSCI และการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐเดือน ก.ค. 64
รวมถึงการมีวันหยุดคาบเกี่ยวในวันพรุ่งนี้ จึงต้องระวังแรงขายทำกำไรที่อาจเข้ากดดันดัชนี SET Index โดยเช้านี้คาดว่า SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,530-1,545 จุด
กลยุทธ์การลงทุนยังคงเป็น Selective Play ในหุ้นปลอดภัย หุ้นปันผล และหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะยังคงดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ส่วนหุ้นกลุ่มเปิดเมืองทางฝ่ายวิจัยยังมองว่ามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากผู้ติดเชื้อรายวันกลับมาเร่งตัวขึ้น
MSCI Quarterly Index Review วันนี้รอติดตามการประกาศรายชื่อหุ้นที่ MSCI จะทำการทบทวนปรับดัชนีประจำไตรมาส โดยตลาดคาดว่า BBL-F จะถูกนำออกจากการคำนวณ และมีโอกาสสูงที่ MSCI จะปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยซึ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดแรงเทขายออกมากดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม
ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ก.ค. 64 คาดขยายตัว 4.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 0.4% ลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยหากออกมาสูงกว่าคาดการณ์ไว้จะทำให้นักลงทุนกังวลการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของธนาคารกลาลสหรัฐ (Fed) เร็วกว่ากำหนด
แต่ทางฝ่ายวิจัยเชื่อว่า Fed จะยังยืนยันความเชื่อเดิมว่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นภาวะชั่วคราว อีกทั้งจะยังไม่เปลี่ยนนโยบายทางการเงินจากผ่อนคลายมาเป็นแบบเข้มงวดก่อนกำหนดเพื่อรอให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าอัตราการว่างงานสหรัฐจะกลับมาเต็มกำลังอีกครั้งในช่างกลาง-ปลายปีหน้า สอดรับกับแผนการทำ QE Tapering และขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ Fed เคยประกาศไว้
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐดีดตัวขึ้นอีกครั้งสะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง อีกทั้งด้ชนี Dollar Index กลับมาแข็งค่าใกล้แตะระดับ 93 จุด หลังวุฒิสภาสหรัฐผ่านแผนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐวงเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กดดันเงินไหลออกจากฝั่งเอเชียและมีผลให้เงินบาทไทยมีโอกาสทรงตัวด้านอ่อนค่าต่อไป
สำหรับสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศยังสูง ขณะที่อินเดียและอินโดนีเซียพบการติดเชื้อชะลอลง คาดว่าอาจเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ตามธรรมชาติที่จะช่วยลดความรุนแรงของการระบาดในภูมิภาค แต่ผู้ติดเชื้อรายวันของไทยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์กลับเพิ่มมากขึ้นติดอันดับ 8 ของโลก ทำให้ภาพรวมยังคงเสี่ยงสูง
ทั้งนี้การกระจายวัคซีนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทางฝ่ายวิจัยคาดหวังว่าจะช่วยลดการระบาดได้ในไตรมาส 3 โดยล่าสุดสหรัฐจะบริจาควัคซีน Pfizer ให้ไทยอีก 1 ล้านโดสช่วยเพิ่มความหวังสถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง