แซสฯผุดโครงการ SCYP ปั้นแรงงานดิจิทัล 500 คนภายในปีนี้
แซส ซอฟท์แวร์ เปิดตัวโครงการ SCYP ตั้งเป้าอัพสกิลดิจิทัลนักศึกษาไทย 500 คนภายในปีนี้ สอดรับตลาดแรงงานช่วงวิกฤตโควิด คาดปี 2567 แรงงานดิจิทัลทั่วโลกขาดหนัก 2.5 แสนคน
วันที่ 17 สิงหาคม 2564 นายณัฐพล อภิลักโตยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในไทยพบว่า นักศึกษาจบใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2563 มีอัตราการว่างงานเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ขณะที่ครึ่งปีหลังองค์กรในไทยกว่า 88% ต้องการรับพนักงานใหม่ที่มีทักษะด้านวิเคราะห์ข้อมูล ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และแมชีนเลิร์นนิ่ง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น
นอกจากนี้ผลการศึกษาของแมคเคนซี (McKinsey) ยังคาดการณ์ว่าในปี 2567 ทั่วโลกจะขาดแรงงานดิจิทัล ทั้งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) และนักวิเคราะห์ (analysts) ประมาณ 250,000 คน

แซสฯมีเป้าหมายคือ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ในปีที่ผ่านมาจึงได้นำร่องจัดโครงการอัพสกิลดิจิทัลกับ 8 มหาวิทยาลัย ซึ่งมีนักศึกษาเข้าร่วมแล้ว 1,000 คน ล่าสุดเปิดหลักสูตรอีเลิร์นนิ่ง SAS Software Certified Young Professionals Program (SCYP) อบรมด้านวิเคราะห์ข้อมูล โปรแกรมมิ่ง แมชีนเลิร์นนิ่ง ระบบวิเคราะห์เชิงธุรกิจด้วยภาพ ให้กับนักศึกษาไทยและผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่เกิน 2 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้แซฯยังจะสร้าง SAS Communities เชื่อมต่อนักศึกษาที่มีทักษะดิจิทัลกับตลาดแรงงานให้อีกด้วย โดยคาดว่าโครงการ SCYP จะทำให้แซสฯสามารถอัพสกิลดิจิทัลให้นักศึกษาไทยได้เพิ่มขึ้น 500 คนภายในปีนี้
“ไทยถือเป็นประเทศที่ขาดแรงงานดิจิทัลอันดับต้น ๆ ในอาเซียน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์จะพบว่าแรงงานดิจิทัลของเขามีมาก เพราะรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริม การที่จะปิดช่องโหว่ตรงนี้ได้จึงต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ โดยคาดว่าอนาคตอาจจะเข้าไปหารือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อร่วมกันสร้างแรงงานดิจิทัลอย่างจริงจัง”
อย่างไรก็ตาม แซสฯถือเป็นบริษัทซอฟต์แวร์คอมปะนีที่ให้บริการ 148 ประเทศทั่วโลก และมีลูกค้าในไทยกว่า 50 องค์กร สำหรับแผนธุรกิจต่อจากนี้แซสฯจะมุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์โซลูชั่นด้านไฟแนนซ์และเฮลท์แคร์ เช่น ระบบบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด และระบบจัดสรรเวชภัณฑ์และวัคซีน ทั้งนี้ยังจะลงทุนด้านพัฒนาและวิจัย (R&D) มากกว่า 27% ของรายได้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องและลงทุนเพิ่มเติมอีก 1 พันล้านบาททั่วโลกเพื่อศึกษาและพัฒนาโซลูชั่นด้าน AI และแมชีนเลิร์นนิ่ง

