เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
News นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
News กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
News เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
SD บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
เศรษฐกิจภูมิภาค ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
Real Estate ‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
SD ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ดูทั้งหมด

กนง. หวั่นการแก้ปัญหาโควิดยิ่งยืดเยื้อ-รุนแรงขึ้น ถ้าการกระจายวัคซีนยังล่าช้า

18 ส.ค. 2564 | 14:31น.

ธปท. เปิดรายงานผลประชุม กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยเสี่ยงฟุบหนัก ห่วงยิ่งกระจายวัคซีนล่าช้ายิ่งทำให้ปัญหาสาธารณสุขยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จับตาฐานะการเงินธุรกิจภาคบริการส่อปิดกิจการ-เลิกจ้างพุ่ง กังวลลูกหนี้ “ครัวเรือน-ธุรกิจ” ชำระไม่ไหวมากขึ้น จี้ใช้มาตรการการคลังอัดเม็ดเงินดูแลเศรษฐกิจ-หนุนขยับเพดานกู้เกิน 60%

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2564 ที่ประชุมเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงมากจากมาตรการควบคุมการระบาด COVID-19 ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ

มองเศรษฐกิจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้ม ขยายตัว 0.7% และ 3.7% ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการ ในเดือนมิถุนายน 2564 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ขณะที่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้าง ในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ลดลง

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญ จาก (1) แนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนและลดทอนผลกระทบของการระบาดระลอกล่าสุดได้ส่วนหนึ่ง

และ (2) การส่งออก สินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า แม้ภาคการผลิตและภาคส่งออกบางส่วนจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปทาน เช่น ภาคการผลิตถูกกระทบจากจำนวนชั่วโมงทำงานที่ปรับลดลงหลังภาครัฐออกมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และการขาดแคลนวัตถุดิบทั่วโลก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

หวั่นกระจายวัคซีนล่าช้าสร้างปัญหายืดเยื้อ

โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จาก (1) สถานการณ์การระบาด ทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีน รวมถึงความล่าช้าในการกระจายวัคซีน ซึ่งอาจทำให้ปัญหาสาธารณสุขยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น (2) ฐานะทางการเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะภาคบริการที่เปราะบางมากขึ้นอีก ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดกิจการ และเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก

และ (3) ปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยเฉพาะผลกระทบจากการระบาดในโรงงานและการขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราวที่คาดว่าจะคลี่คลายภายในครึ่งแรกของปี 2565 อาจรุนแรง ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยมากกว่าที่คาด

ห่วงลูกหนี้ “ครัวเรือน-ธุรกิจ” ชำระไม่ไหวมากขึ้น

ด้านเสถียรภาพระบบการเงินมีแนวโน้มเปราะบางขึ้น โดยการระบาดระลอกล่าสุดซ้ำเติมให้รายได้และฐานะ ทางการเงินของลูกหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เปราะบางอยู่เดิมให้แย่ลง ส่งผลให้จำนวนลูกหนี้ ที่มีความเสี่ยงในการชำระหนี้ (debt at risk) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังมีฐานะการเงิน ที่มั่นคงสามารถรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงในอนาคต จึงทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวต่อเสถียรภาพระบบ การเงินในภาพรวมยังมีจำกัด

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ อภิปรายเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบของการระบาดที่มีแนวโน้มรุนแรง และยืดเยื้อมากขึ้น

โดยคณะกรรมการเห็นว่าโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ “การเร่งควบคุมการระบาดและ ป้องกันการระบาดของโรค” โดยเฉพาะการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและกระจายวัคซีนให้ทั่วถึง ทันการณ์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้และสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาฟื้นตัว

หนุนใช้นโยบายการคลังอัดเงินพยุงเศรษฐกิจ

“มาตรการการคลัง” ควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยดูแลการจ้างงานและภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าระดับเพดานที่ 60% แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังอย่าง มีนัยสำคัญ หากเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น รวมถึงใช้เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย จะเอื้อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะยาวปรับลดลงได้

“ด้านนโยบายการเงิน” ต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงิน โดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยเงินบาทล่าสุดปรับอ่อนค่าและไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำ แต่ยังมีปัญหาในการกระจายสภาพคล่องที่มีอยู่มากไปสู่ธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

“มาตรการด้านการเงิน และสินเชื่อ” จึงควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลและเกิดผลเป็นวงกว้างขึ้น แม้ที่ผ่านมามาตรการสินเชื่อฟื้นฟูช่วยให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นและมาตรการพักชำระหนี้เป็นเวลา 2 เดือนจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บางส่วน แต่การระบาดระลอกล่าสุดมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาด จึงต้องเร่งกระจายสภาพคล่องเพิ่มเติมและผลักดันให้สถาบันการเงินลดภาระหนี้แก่ลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การเลือกวิธีปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถชำระคืนหนี้ในระยะยาว

จี้กระตุ้นคนมีกำลังซื้อจับจ่ายพยุงเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเห็นว่าควรออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อจูงใจให้กลุ่มครัวเรือนและธุรกิจที่ ได้รับผลกระทบน้อยและมีเงินออมสูงช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศในระยะข้างหน้า

ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินในสถานการณ์ปัจจุบัน ผลประโยชน์สุทธิต่อเศรษฐกิจจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ของการดำเนินนโยบายในครั้งนี้ โดยเห็นพ้องกันว่าการใช้มาตรการทางการเงินจะสามารถช่วยเหลือ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ได้ตรงจุดมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี