เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
Automotive มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
Politics อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
Politics ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
ธปท.วางกรอบคุมสินเชื่อ BNPL ‘ทีทีบี-กสิกร’ กังวลลูกหนี้ โตเร็ว
Finance ธปท.วางกรอบคุมสินเชื่อ BNPL ‘ทีทีบี-กสิกร’ กังวลลูกหนี้ โตเร็ว
รมว.เกษตรฯ สั่งเร่งตรวจสอบจดสิทธิคุ้มครอง ‘กะเพรา 4 สายพันธุ์’ ถูกกฎหมายหรือไม่
Economic รมว.เกษตรฯ สั่งเร่งตรวจสอบจดสิทธิคุ้มครอง ‘กะเพรา 4 สายพันธุ์’ ถูกกฎหมายหรือไม่
เอแซ็ปรุกตลาดคนรักสัตว์ ส่งรถเช่าอีวีเจาะลูกค้ากทม.
Automotive เอแซ็ปรุกตลาดคนรักสัตว์ ส่งรถเช่าอีวีเจาะลูกค้ากทม.
ยักษ์สู้ศึกตลาด ‘ปิกอัพ’ ขาลง ‘ฮอนด้า’ ลงสนามชน ‘โตโยต้า-อีซูซุ’
Automotive ยักษ์สู้ศึกตลาด ‘ปิกอัพ’ ขาลง ‘ฮอนด้า’ ลงสนามชน ‘โตโยต้า-อีซูซุ’
ครม.สัญจรอุดรชง 4 หมื่นล้าน เชื่อมค้าจีน
Politics ครม.สัญจรอุดรชง 4 หมื่นล้าน เชื่อมค้าจีน
พยากรณ์อากาศ (24 ต.ค.) ภาคใต้ยังมีฝนตก 60 – 70% กทม.ฝน 30%
Economic พยากรณ์อากาศ (24 ต.ค.) ภาคใต้ยังมีฝนตก 60 – 70% กทม.ฝน 30%
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (24 ต.ค.) ปรับลง 0.44% อยู่ที่ 80,856 เหรียญสหรัฐ
Uncategorized ราคาบิตคอยน์วันนี้ (24 ต.ค.) ปรับลง 0.44% อยู่ที่ 80,856 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

“มหิดลเพื่อสังคม” เปิดงานวิจัยแก้ปัญหาประเทศ

26 ก.ย. 2564 | 14:33น.
ภาพจาก : ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี

“บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่ผลิตบัณฑิตหรือสร้างคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานวิจัยควบคู่กับงานบริการวิชาการด้วย ซึ่งต้องหยิบเอาผลงานในสถาบันออกมาสู่สังคมให้ได้”

คำกล่าวเบื้องต้นเป็นคำพูดของ “รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์” รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานแถลงข่าวมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม หรือ Mahidol University Social Engagement Forum : MUSEF 2021 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในรูปแบบ virtual conference ครั้งแรกในวันที่ 7 ตุลาคมนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์
รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่งเป็นงานรวบรวมองค์ความรู้วิชาการงานวิจัยของบุคลากรแวดวงวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์การแพทย์มานำเสนอในหลายประเด็น พร้อมกับเปิดเวทีให้นักวิจัยพบปะกับภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างกลไกในการขับเคลื่อน หรือผลักดันงานวิจัยไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหาประเทศ

“รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกร สมภพ” กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยของมหิดลจะเน้นไปที่รูปแบบการหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในเชิงสุขภาพ เช่น คิดค้นยาใหม่, วิธีการรักษาใหม่ หรือในรูปแบบการเข้าไปช่วยเหลือสังคมในมิติต่าง ๆ

“ซึ่งจะปรากฏตัวอย่างให้เห็นใน MUSEF 2021 เพราะงานวิจัยเป็นเรื่องใกล้ตัว สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น เรื่องฝุ่น PM 2.5, ความปลอดภัยเด็ก, การดูแลผู้สูงอายุ, เกษตรอินทรีย์, การลดความรุนแรง, การลดบริโภคโซเดียม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ๆ”

“โดยกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมงานเราวางไว้ 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ 1.นักวิจัย เจ้าของผลงาน 2.ภาคชุมชน สังคม ผู้ที่จะนำงานไปใช้ เช่น ผู้บริหารชุมชน NGO และ 3.ระดับผู้บริหารองค์กรที่คุมนโยบายแต่ละเรื่อง เช่น นโยบายท่องเที่ยว นโยบายเกี่ยวกับเด็ก หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่จะเข้ามาช่วยทำให้สังคมไทยดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือความมุ่งหวังของเราเพื่อจะช่วยกันผลักดันไปสู่นโยบายพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ”

สำหรับตัวอย่างงานวิจัยเพื่อสังคมที่นำเสนอโดย “รองศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ยกตัวอย่างงาน “การปฏิบัติการเล่นสู่ความปลอดภัยในเด็ก” ซึ่งเป็นงานวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อหวังลดอัตราการเสียชีวิตในเด็ก

“เพราะจากการสำรวจพบว่าในอดีตเด็กมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก แต่เป็นการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรัง อาทิ โรคทางสมอง แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจสังคมเปลี่ยนไป พบว่าเด็กมักเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุสูงขึ้น มหิดลจึงร่วมกับเครือข่ายจัดตั้งศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็กขึ้นมาเมื่อปี 2545 เพื่อทำงานร่วมกับสังคม เราทำหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้พ่อแม่ หรือการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันออกกฎหมายคุ้มครอง”

โดยช่วง 19 ปีผ่านมามหิดลพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จากสถิติเสียชีวิตปีละประมาณ 4,000 กว่าคน ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน แต่เด็กอายุ 12-18 ปี สถิติไม่ลดลงเลย ส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ การจราจร ความรุนแรง การเล่นผาดโผน

ผลเช่นนี้จึงเกิดข้อสรุปคือ 1.เราต้องฝังชิปความปลอดภัยตั้งแต่วัย 5-6 ขวบ 2.สร้างห้องปฏิบัติการศูนย์เรียนรู้และเล่นในชุมชนต่าง ๆ โดยมีผู้นำคอยสอดส่องดูแลด้วย จึงเป็นที่มาโปรเจ็กต์ปฏิบัติการเล่นสู่ความปลอดภัยในเด็ก

ด้วยการทำงาน 2 ด้านดังที่กล่าวมา จึงผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ในชุมชน สร้างห้องปฏิบัติการให้เด็กได้มีพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัย และนำไปสู่การเรียนรู้ต่าง ๆ โดยการมีครู ผู้นำ ดูแลในแต่ละชุมชน เพื่อปลูกฝังความปลอดภัยให้เขาก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

“เราทำโปรเจ็กต์นี้มา 2 ปี มีเด็กเข้าร่วมประมาณ 8,000 กว่าคน มีการสร้างครู ผู้นำ พร้อมกับสร้างห้องจำลอง หรือห้องเรียนรู้ตามชุมชนหลายแห่ง อนาคตอยากให้มีการขยายพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเด็ก เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายคือเราต้องการลดจำนวนอัตราการเสียชีวิตของเด็กลงให้ได้ครึ่งหนึ่ง หรือลดให้ได้ปีละพันกว่าคน”

ขณะที่ “รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงงานวิจัยลดการบริโภคเกลือโซเดียมว่าเป็นวิจัยที่รณรงค์ลดการบริโภคเกลือโซเดียม หรือลดการกินเค็ม เพราะว่าการกินเค็มจะนำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคสมอง ฯลฯ

“อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เช่น โรคไต ใน 1 ปีรัฐใช้เงินไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านสำหรับเฉพาะการฟอกไต ฟอกเลือด”

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำทุกประเทศให้ลดการบริโภคเกลือให้ได้ 30% ภายในปี 2568 จึงทำให้ประเทศไทยรับนโยบายนี้มากำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 2559-2568 ผ่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุข

เครื่องตรวจวัดความเค้ม
ภาพจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล

“ดังนั้น เราอยากขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงสำรวจร่วมกับหลาย ๆ หน่วยงานเกี่ยวกับสถิติการบริโภคโซเดียม พบว่าคนไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าความต้องการปกติถึง 2 เท่า โดยเฉพาะภาคใต้เป็นภูมิภาคที่พบว่าบริโภคมากสุด อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลอาหารต่างชาติ พฤติกรรมเน้นรับประทานอาหารนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มหิดลรณรงค์ร่วมกับเครือข่ายผ่านสื่อ และมีนวัตกรรมเครื่องวัดค่าความเค็มอย่างง่ายที่ผลิตโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์”

“เพียงนำไปจุ่มลงในอาหารก็จะปรากฏค่าออกมา เพื่อเตือนว่าอาหารมีความเค็มมากหรือน้อย ซึ่งนวัตกรรมนี้ถูกนำไปใช้ในทางคลินิกแล้ว โดยเฉพาะคนไข้ในโรงพยาบาลรามาธิบดีหลังจากมีการใช้ไปสักระยะพบว่าคนไข้มีความดันลดลง โดยไม่ต้องปรับยา และค่อนข้างได้ผลดีมาก”

“ดังนั้น ต่อไปเราจะขยายผลสู่การนำไปใช้ในชุมชนมากขึ้น เพราะมองว่ามีความจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพคนไทย ใช้งานง่าย หาซื้อแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ตามท้องตลาดทั่วไป เพราะเรามองว่าความสามารถในการรับรสอาหารของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องใช้กับคนบางกลุ่มเพื่อเตือนปริมาณการบริโภคโซเดียมแต่พอเหมาะ”

นับว่าน่าสนใจทีเดียว