หุ้นไทยขาขึ้นฟื้นตัวตามสหรัฐ ราคาน้ำมันพุ่งหนุนกลุ่มพลังงาน
ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ลุ้นแกว่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวตลาดหุ้นสหรัฐหลังตอบรับความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้-การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อไประดับหนึ่งแล้ว-พร้อมได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อของราคาน้ำมันดิบบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน-หุ้นกลุ่มเปิดเมืองโดดเด่นทยอยฟื้นในไตรมาส 4 คาด SET Index อยู่ในกรอบ 1,620-1640 จุด
วันที่ 6 ตุลาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า คาดดัชนี SET Index เช้านี้ลุ้นแกว่งตัวขึ้นต่อตาม Sentiment การฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐหลังตอบรับประเด็นความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้และการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อไประดับหนึ่งแล้ว
- เอสแอนด์พี คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+ คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวปี’66
- ไฟเขียวตั้ง 5 นิคมอุตสาหกรรม เป็น “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี”
นอกจากนี้แล้วตลาดหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อของราคาน้ำมันดิบที่ยังคงเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนหุ้นกลุ่มเปิดเมืองยังโดดเด่นและคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 4 ตามสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศที่ดีขึ้น โดยรวมจึงคาดเช้านี้ SET Index จะแกว่งตัวอิงทางขึ้นในกรอบระหว่าง 1,620-1640 จุด โดยจากอินดิเคเตอร์ RSI ระดับวันพลิกกลับมายืนเหนือ 50 จุดได้สะท้อนโมเมนตัมทางขึ้นแข็งแกร่ง ลุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,630 และ 1,640 จุด (ตามลำดับ)
กลยุทธ์การลงทุน ธีมเด่นสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ยังมองไปยัง 1.หุ้นเปิดเมืองที่คาดฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 และ 2.หุ้นที่คาดผลประกอบการไตรมาส 3/64 ออกมาดี และ 3.หุ้นกลุ่มพลังงานที่รับอานิสงส์การดีดตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก
โดยราคาน้ำมันขึ้นเป็นบวกระยะสั้น แต่ระยะกลาง-ยาว ต้องระวังบาทอ่อน ค่าครองชีพสูง โดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวานนี้ยังคงดีดตัวสูงต่อเนื่องอีก 1.6-1.7% แม้ระยะสั้นจะมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยจากแรงหนุนที่เข้ามาใน Sector พลังงาน แต่ในระยะกลางและยาวหากราคาน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย บวกกับสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายจะเร่งให้ค่าครองชีพของไทยกลับมาสูง และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต
นอกจากนี้การที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าต่อได้ จึงอาจไม่ส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นในแง่ผลกระทบต่อ Fund Flow ต่างชาติ
ขณะที่ SP Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ BBB+ และคงมุมมองประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพเช่นเดียวกับปี’63 คาด GDP ไทยปีนี้ขยายตัวได้ 1.1% และคาดตั้งแต่ปี ’65-67 จะขยายตัวได้ 3.6% ต่อปี โดยภาคการท่องเที่ยวและส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นหลังการกระจายวัคซีนมีความทั่วถึงและเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับไปเท่ากับระดับก่อน COVID-19 ได้ตั้งแต่ปี’66 เป็นต้นไป
รวมถึงได้มาตรการรัฐสนับสนุน อาทิ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการส่งเสริมการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP)
นอกจากนี้ไทยยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและสภาพคล่องต่างประเทศไม่อยู่ในระดับน่ากังวล