“ลักษณ์ วัจนานวัช” รมชเกษตร รับหน้าที่ดูด้านผลิตทั้งหมด นายกฯ สั่งจับตายางพารา พร้อมเตรียมรายงานสถานการณ์ยางพาราในการประชุมครม. 4 ธ.ค.นี้
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบงานด้าน อำนวยการ ด้านการผลิตทั้งหมดโดยมีหน่วยงานหลักๆ ที่ต้องดูแลคือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชการเกษตร และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ความสำคัญของงานด้านการผลิตคือ ราคาที่เกษตรกรได้รับจะต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
แนวทางการจัดการจะให้เกษตรกรคิดร่วมกันสร้างความเข้มแข็งบริหารจัดการด้วยตนเองเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้เบื้องต้น 20 % เป็น 30 % และ 50% ตามลำดับ วิธีการเหล่านี้จะเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรได้มากขึ้น ส่วนการแทรกแซงราคานั้นต้องพิจารณาตามความจำเป็นว่าทำไปแล้วเกิดประโยชน์กับเกษตรกรหรือไม่ อย่างกรณีข้าว ที่อยู่ในช่วงออกสู่ตลาดขณะนี้พบว่าราคาอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจมาก โดยข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ 13,000-14,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ข้าวขาว 8,000-9,000 บาท ต่อตันข้าวเปลือก สำหรับราคาข้าวเหนียว จะต้องจับตามองหลังจากราคาช่วงต้นฤดูการเก็บเกี่ยวตกต่ำเหลือ 5,000-6,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก เนื่องจากเกษตรกรใช้พันธุ์ไม่ไวแสง ใช้เวลาปลูกน้อยแต่คุรภาพไม่ดี ความชื้นสูงเพราะเกี่ยวช่วงปลายฤดูฝน แต่ปัจจุบันข้าวเหนียวดังกล่าวอยู่ในมือเกษตรกรน้อยมาก ขณะที่ข้าวเหนียวกลุ่มไวแสงที่เก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าเริ่มออกสู่ตลาดแล้วราคาเริ่มดีขึ้น
“ตามนโยบายรับจำนำข้าวในยุ้งฉางของรัฐบาล ช่วยยกระดับราคาที่เกษตรกรได้รับได้ดีมาก โดยเป็นการชะลอการจำหน่ายข้าวได้ระยะหนึ่ง เกษตรกรยังไม่ต้องรีบขาย หากต้องการสินเชื่อรัฐบาลก็พร้อมจะให้การสนับสนุน ซึ่งคาดว่าอีกสักระยะราคาข้าวจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ แต่ผมไม่อยากระบุตัวเลขที่ชัดเจนเพราะจะกลายเป็นการคาดเดามากเกินไป โดยทุกอย่างยังต้องดูกลไกการตลาดเป็นองค์ประกอบด้วย “
นายลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันที่ 4 ธ.ค.นี้จะรายงานถึงสถานการณ์ยางพาราโดยรวมทั้งหมดตามคำสั่งด่วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของยางพาราไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นพืชทางการเมือง เพราะจะไม่เกิดผลดีใดๆกับเกษตรกรและรัฐบาล แต่สำหรับการแก้ไขปัญหายางจะใช้วิธีการดูแลเกษตรกรเป็นหลัก เพื่อไม่อยากให้กลไกการตลาดมีปัญหา การดูแลเกษตรกรจะใช้วิธีส่งเสริมให้รวมตัวเป็นสถาบัน หรือองค์กร แปรรูปยางขั้นต้นชะลอการจำหน่ายรูปรูปของน้ำยางที่ได้ราคา ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน
นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการดูแลยางพารา เช่น การทำโซนนิ่ง ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกยางให้ได้ 1แสนไร่ต่อปี ซึ่งกรณีดังกล่าวจะพิจารณาต้นยางที่หมดอายุ หากเกษตรกรต้องการปลูกยางทดแทน การสงเคราะห์จะได้รับระดับหนึ่ง แต่หากต้องการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นจะได้รับการสงเคราะห์มากขึ้น