เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

APEC ปั๊มชีพจรอีอีซี ตั้งธงดึงต่างชาติลงทุน 2.2 แสนล้าน

05 ม.ค. 2565 | 16:42น.
นักลงทุนต่างชาติ อสังหาริมทรัพย์

ปี 2565 จะเป็นปีที่ครบกำหนดแผนการลงทุน 5 ปี ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลได้เริ่มต้นไว้ ซึ่งจะมีการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 4 โครงการหลัก

(รถไฟ/สนามบิน/2 ท่าเรือ) งบประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท (ระหว่างปี 2561-2565) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กระจายการลงทุนสู่ระดับภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

ในการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 7/2564 ครั้งสุดท้ายของปี 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานในอีอีซีก่อนเสนอเข้า กบอ.อีกครั้งในเดือนมกราคม 2565 นี้

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มองว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีอีก 5 ปีต่อไป คาดว่าจะมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 4-5 แสนล้านบาท

ซึ่งเป็นการลงทุนใน 4 โครงการหลัก ทั้งยังจะมีการกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในดิจิทัลอุตสาหกรรม BCG ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจากนี้

โดยจะใช้โอกาสการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปกในเดือน พ.ค. ปี 2565 ดึงดูดการลงทุนเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนในอีอีซีจะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ไม่น้อย 1.5% ต่อปี

อัพเดตการลงทุนในอีอีซี

สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) ในอีอีซี ซึ่งมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบัง มูลค่าลงทุนรวม 654,921 ล้านบาท

เป็นการลงทุนภาคเอกชน 416,080 ล้านบาท คิดเป็น 64% ลงทุนภาครัฐ 238,841 ล้านบาท คิดเป็น 36% โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท รัฐได้ผลตอบแทนสุทธิ 210,352 ล้านบาท

ทั้งหมดมีความคืบหน้าไปอย่างมาก หากสำเร็จจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ขณะที่ความก้าวหน้าการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่คาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2565 จะช่วยเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ

ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 พัฒนาเกษตรสมัยใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และความพร้อมพัฒนาบุคลากรด้านงานวิจัยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใกล้เสร็จสมบูรณ์

ส่วนโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบการแพทย์จีโนมิกส์ (ศูนย์จีโนมิกส์) เพื่อยกระดับให้ชุมชนเข้าถึงบริการสาธารณสุข และแผนการขับเคลื่อนการรักษาแบบการแพทย์แม่นยำและจะทำให้เกิดการลงทุนศูนย์บริการจีโนมิกส์ในอีอีซี และบริการที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุดสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สกพอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้าง และสัญญาเช่าที่ ให้บริการถอดรหัสพันธุกรรม กับกิจการร่วมค้าไทยโอมิกส์ เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมประชาชน 50,000 ราย ใน 5 ปี

และจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยและเลือกการรักษาโรคที่ถูกต้องเป็นต้นแบบในพื้นที่อีอีซี การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รักษาได้ตรงอาการ ไม่ป่วยหนัก และมีสุขภาพดีในอนาคต

เชื่อมอีอีซี-อาเซียน

ไม่เพียงมุ่งพัฒนาพื้นที่อีอีซีเท่านั้น แต่ทาง กบอ.มีเป้าหมายให้ไทยก้าวสู่ประตูการค้า การลงทุน ศูนย์กลางคมนาคมโลจิสติกส์ของภูมิภาค เน้นสร้างความร่วมมือกลุ่มประเทศ CLMVT และจีนตอนใต้

รองรับการเติบโตของอีอีซีในอนาคต เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชนในการเดินทาง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม

โดยได้จัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

โดยมีกรอบการพัฒนา ได้แก่ 1) พัฒนาและส่งเสริมการขนส่งสินค้าระบบรางและทางน้ำเป็นระบบหลัก 2) ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 3) เชื่อมต่อโครงข่ายถนน ปรับปรุงช่วงถนนคอขวดแก้ปัญหาจราจรหลักในอีอีซี

4)พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นิคมอุตสาหกรรม เมืองที่จะพัฒนาในอนาคต และ 5) ใช้เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะจัดการจราจรและการขนส่ง พร้อมทั้งยกระดับโครงข่ายคมนาคม ด้วยมาตรการเชิงรุกและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ธุรกิจ 3 จังหวัดคึกคัก

ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ธุรกิจในพื้นที่อีอีซี ปัจจุบันมีจำนวน 76,058 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.51 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น จ.ชลบุรี 55,047 ราย คิดเป็น 72.38% จ.ระยอง 14,666 ราย คิดเป็น 19.28% และ จ.ฉะเชิงเทรา 6,345 ราย คิดเป็น 8.34%

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิดในช่วง 2 ปี ทำให้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 3 จังหวัดอีอีซีไม่คึกคักเท่าที่ควร เทียบในช่วง 3 ปีตั้งแต่ปี 2561-ช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) 2564 (กราฟิก)

พบว่า จ.ฉะเชิงเทรา มีจำนวนธุรกิจเพิ่มจาก 545 เป็น 619 ราย เพิ่มขึ้น 74 ราย, จ.ชลบุรี มีจำนวนธุรกิจตั้งใหม่ลดลงจาก 5,216 ราย ลดลง 787 ราย เหลือ 4,339 ราย และ จ.ระยอง จาก 1,317 ราย เพิ่มขึ้น 4 ราย เป็น 1,321 ราย

ล่าสุด 11 เดือนแรก ปี 2564 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด 6,279 ราย เพิ่มขึ้น 9.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 5,745 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนมูลค่า 18,180.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.70% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 16,573.56 ล้านบาท โดย 69.10%

สำหรับธุรกิจที่ยังดำเนินกิจการอยู่สูงสุด 3 อันดับ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ภาคการผลิต (ธุรกิจกลึงกัดไสโลหะ ธุรกิจติดตั้งเครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์)

กลุ่มขายส่ง/ปลีก (ธุรกิจขายส่งเครื่องจักรอื่น ๆ ธุรกิจขายส่งเครื่องจักรเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม และธุรกิจขายปลีกวัสดุก่อสร้าง) และกลุ่มธุรกิจบริการ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร)

“ทุนญี่ปุ่น” สูงสุด

และเป็นที่น่าสังเกตว่า การถือหุ้นของต่างชาติในนิติบุคคลไทย คิดเป็น 54.47% ของทุนทั้งหมด โดยญี่ปุ่นมากที่สุด คิดเป็น 46.71% รองลงมา คือ จีน 12.67% และสิงคโปร์ 5.54%

ทั้งนี้ ทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมธุรกิจผลิตอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม และผลิตยางล้อและยางใน

ส่วนจีนลงทุนผลิตยางล้อและยางใน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับยานยนต์ และอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม และสิงคโปร์ลงทุนผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตยางล้อและยางใน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์

จ้างงาน 32,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม จากนี้หากสามารถฟื้นการลงทุนในอีอีซีได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าพื้นที่โดยรอบจะมีการพัฒนาและมีการจ้างงานได้มากขึ้น โดยคาดว่าระหว่างปี 2566-2570

ซึ่งเป็นช่วงการก่อสร้างจะเกิดการจ้างงาน 20,000 ตำแหน่ง/ปี และในปี 2571-2580 ประมาณ 12,000 ตำแหน่ง/ปี เป็นความหวังหนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีอีซี EEC เอเปค