เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อีอีซีเฟส 2 เข้าบอร์ดใหญ่ต้นปี’65 หวังเพิ่มจ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งต่อปี

22 ธ.ค. 2564 | 18:52น.

อนุกรรมการบริหารอีอีซีประกาศความคืบหน้า 4 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน EEC เตรียมเสนอร่างแผนปฏิบัติการพัฒนา EEC เฟส 2 ปี 2566-2570 เข้าบอร์ดใหญ่ 7 ม.ค. ชี้เพิ่มจ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งต่อปี ลดค่าใช้จ่ายเดินทางปีละ 4 พันล้าน

วันที่ 22 ธันวาคม 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 7/2564 ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อเตรียมการสำหรับนำเสนอต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบาย EEC ในวันที่ 7 มกราคม 2565 โดยมีทั้งหมด 4 เรื่อง ประกอบด้วย

1.ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) ที่อีอีซีได้ผลักดันการเซ็นสัญญาครบทั้ง 4 โครงการ ได้แก่ โครงรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีมูลค่าการลงทุน 654,921 ล้านบาท ภาคเอกชนลงทุน 416,080 ล้านบาท (64%) ภาครัฐลงทุน 238,841 ล้านบาท (36%) โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนสุุทธิ 210,352 ล้านบาท

โดยความคืบหน้าของ 4 โครงการนี้ ไม่ต้องใช้งบประมาณ หรือเงินกู้ อีกทั้งยังใช้บริการบริษัทในประเทศไทย และแรงงานไทย

“รัฐบาลได้ผลตอบแทนสุทธิ 210,352 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดถือเป็น Benchmark แรกสำหรับการพัฒนา EEC ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ได้ใช้ทรัพยากรของจังหวัดอื่น มาเป็นกำลังในการพัฒนา และสามารถที่จะบอกได้ว่า โครงการอื่น ๆ ในอนาคต หากสามารถปฏิบัติได้ด้วยวิธีนี้ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน” นายคณิศกล่าว

2.ที่ประชุมรายงานความก้าวหน้าการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่เขาวงจันทร์ จ.ระยอง ว่ามีการก่อสร้างและการดำเนินงานเสร็จสิ้นไปแล้ว 98% และที่ประชุม กบอ.ก็รับทราบความก้าวหน้า และจะใช้พื้นที่ดังกล่าว ทำเรื่องนวัตกรรมชีวภาพ  AUTOMATION นวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ นวัตกรรมการบินกับอากาศ นวัตกรรมอาหาร โดยเฉพาะเรื่องอาหารและการเกษตร

รวมทั้งการก่อสร้างกลุ่มอาคาร โรงงานต้นแบบนวัตกรรมขั้นสูงต่าง ๆ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ EECi ใกล้เสร็จสมบูรณ์ และคาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลานการจัดประชุมผู้นำเอเปก (APEC) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ และจะเป็นโอกาสได้นำผู้นำ APEC ไปเยี่ยมชม EECi เป็นจุดดึงดูดการลงทุน และแสดงให้ทุกคนเห็นว่า EEC ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

3.ศูนย์การแพทย์จีโนมิกส์ โดยที่ประชุม กบอ.รับทราบความก้าวหน้าโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบการแพทย์จีโนมิกส์ ในพื้นที่อีอีซี เพื่อการยกระดับระบบสาธารณสุขให้คนไทยเข้าถึงการรักษาอย่างแม่นยำ หายป่วยง่าย สุขภาพดีถ้วนหน้า

ยกระดับให้ชุมชนเข้าถึงบริการสาธารณสุข และแผนการขับเคลื่อนการรักษาแบบการแพทย์แม่นยำ โดยเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนศูนย์บริการจีโนมิกส์ในอีอีซี และบริการที่เกี่ยวข้อง

โดยปัจจุบันสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สกพอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้าง และสัญญาเช่าที่บริการถอดรหัสพันธุกรรม กับกิจการร่วมค้าไทยโอมิกส์ เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมประชาชน 50,000 ราย ในระยะเวลา 5 ปี และจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยและเลือกการรักษาโรคที่ถูกต้อง เป็นต้นแบบในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รักษาได้ตรงอาการไม่ป่วยหนัก และมีสุขภาพดีทั่วหน้าต่อไปในอนาคต

“แผนการขับเคลื่อนการรักษาได้เร่งรัดให้เกิดการลงทุนศูนย์บริหารจีโนมิกส์แล้ว อยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา และได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่เรียบร้อยหมดแล้ว โดยจะถอดรหัสพันธุกรรมของประชาชน 5 หมื่นราย ในระยะเวลา 5 ปี จัดเก็บเป็นข้อมูลวินิจฉัย การเลือกรักษาอย่างถูกต้องเป็นต้นแบบของในพื้นที่ EEC สำหรับคนไทยทุกคนที่จะได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำ ได้รับการตรวจสอบที่ตรงกัน” นายคณิศกล่าวและว่า

ในอนาคตมีแผนจะทำ 2-3 เรื่อง คือ จะมีการพูดคุยกับนักลงทุน เพื่อทำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โรงพยาบาล แล้วก็อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

4.เป็นเรื่องการเสนอแผนโครงสร้างพื้นฐานฉบับที่ 2 หลังทำแผนฉบับแรก ครอบคลุม 5 ปี ถึง ปี 2561-2565 เพราะฉะนั้นในปี 2566-2570 จึงมีแผนปฏิบัติการโครงสร้างในเขตพื้นที่ EEC ฉบับที่ 2 โดยจะสอดคล้องกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปี แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการให้จุดเน้น สำหรับการพัฒนาโครงสร้างฉบับพื้นฐาน ระยะที่ 2 ใน EEC

จุดเน้นข้างต้นได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ลักษณะของเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับระบบราง และระบบน้ำ เชื่อมต่อระบบรางกับสถานีรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา เชื่อมกับเมืองใหม่ และแหล่งท่องเที่ยว โดยการใช้ระบบรางช่วยให้การคมนาคม ขนส่ง ที่เป็นการขนส่งสาธารณะพัฒนาไปได้ไกล

มีกรอบพัฒนา 5 เรื่อง

1) พัฒนาและส่งเสริมการขนส่งสินค้าระบบรางและทางน้ำเป็นระบบหลัก

2) ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

3) เชื่อมต่อโครงข่ายถนน ปรับปรุงช่วงถนนคอขวดแก้ปัญหาจราจรหลักในอีอีซี

4) พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นิคมอุตสาหกรรม เมืองที่จะพัฒนาในอนาคต

5) ใช้เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะจัดการจราจรและการขนส่ง

“ถ้าเราทำได้ จะเหมือนกับที่เราทำ 4 โครงการหลัก หรือว่าการทำแผนระยะแรกที่เราทำ ปรากฏว่ามันสามารถลดต้นทุนการเดินทางได้เยอะ ในขณะเดียวกันก็สร้างความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ที่จะสนับสนุนเรื่องการลงทุน และการพัฒนาพื้นที่ EEC ได้อย่างมาก” นายคณิศกล่าว

นอกจากนี้ ยังประเมินว่า แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกปี 2566-2570 น่าจะมีการจ้างงานอีกกว่า 2 หมื่นตำแหน่งต่อปีและในปี 2571-2580 ประมาณ 12,000 ตำแหน่งต่อปี

ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ลดความสูญเสียจากความล่าช้าการเดินทางประมาณ 10.75 ล้านบาท/วัน หรือ 3,900 ล้าน/ปี ลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ 5% (ความสูญเสียลดลง 100 ล้านบาท/ปี) ยกระดับชีวิตด้วยระบบขนส่งที่ทันสมัย เชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อ เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงระยอง ภายใน 1 ชั่วโมง

ลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาการจราจร เพิ่มประสิทธิภาพถนนในพื้นที่ จากความเร็ว 65 กม./ชม. เป็น 70 กม./ชม. มีเส้นทางรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้น 275 กม. ปรับปรุงการก่อสร้างถนนและขยายช่องทางมากถึง 25 เส้นทางภายในปี 2570 เป็นต้น

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีอีซี EEC