เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

โปรเจ็กต์ผู้ว่าฯ กทม.ซีซั่น 2 ชัชชาติ ล้างบางทุจริต แก้ปม โง่-จน-เจ็บ

14 มิ.ย. 2569 | 07:22น.
8-pok

8-pok

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

เขาเคยได้รับฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”

เขาคือ พ่อเมืองกรุงเทพฯ ที่ทำปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง สานต่องานที่ยังคงค้าง

แม้ว่าช่วงเวลาการหาเสียงที่ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เครือข่ายของผู้ว่าฯ จะถูกโจมตีว่าเป็น “ระบอบอากง” ถูกขุดเรื่องทุจริต

เขายืนยันว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ อีกครั้งการปราบทุจริตใน กทม.จะดีขึ้น เพราะเขาไม่เคยทรยศประชาชน

เครือมติชนสัมภาษณ์ “ชัชชาติ” ในฐานะพ่อเมืองคนที่ 17 หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย ยังคงยึดแนวติดดิน เดินคุย พร้อมยกระดับให้ กทม.เป็นเมืองชั้นนำ

ชั้นนำไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่เป็นเมืองชั้นนำของโลก !

ชัชชาติ กับการลงอิสระ

ชัชชาติประกาศตัวเป็นผู้สมัครอิสระ ตั้งแต่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง แม้ในตอนนั้นพรรคเพื่อไทยที่ประกาศส่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามพรรคจะมีนโยบายหนุน “ชัชชาติ” แบบกลาย ๆ และครั้งนี้ชัชชาติก็ลงในนามอิสระอีกครั้ง

ที่พิเศษกว่าดูเหมือนกับมีผู้สมัคร สก.เป็นฐานกำลังของตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อกับ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ถูกโยงว่าเป็นจุดสูงสุดของ “ระบอบอากง”

ชัชชาติย้ำว่า ตัวเองลงในนามอิสระ.. ไม่สังกัดพรรคการเมือง เพราะต้องคุยกับ สก.ทุกพรรค-ทุกเขต อย่างเท่าเทียม

“ยืนยันครับ คิดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน แล้วเราพิสูจน์แล้วว่าสี่ปีที่ผ่านมาวิธีบริหารแบบนี้สามารถเดินหน้าเมืองได้จริง โดยที่ไม่ต้องเอาความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน”

“ผมเชื่อว่าผมรับใช้ประชาชนทุกคน ผู้ว่าฯ กทม. ดูการบริหารภาพรวม สก.อนุมัติกฎหมาย, ผ่านงบประมาณ ดูแลในเขตตัวเอง ทำให้ต้องทำงานกันเข้มข้น”

“ผมว่า 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ครบเทอม อยู่รอด 4 ปีด้วยผลงานที่ดี ไม่มีปัญหา งานก็มีดี ถ้าดูจากฟีดแบ็กประชาชน เขาก็ไม่ได้รังเกียจผลงานเรานะ นี่คือผลงานของการประสานงานอย่างเข้มข้น การ Check and Balance เราไม่มี สก. ในมือ แต่เขาก็ตรวจสอบเราเข้มข้น”

ส่วนประเด็น “ต่อศักดิ์” ต่อเครือข่าย สก.เป็นฐานให้ชัชชาติ เขาแย้งว่า “อย่าง…อย่างพี่ต่อศักดิ์เนี่ยนะ เขาก็เห็นปัญหาว่า สก. บางทีอาจจะมีปัญหาเรื่องการออกกฎหมาย เขาก็เอาประสบการณ์ที่มีมาแล้วก็ไปแบ่งปัน”

“ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนก็อยากจะเห็นเมืองที่ดีขึ้น ระบบที่ดีขึ้น นี่เขา (ต่อศักดิ์) ก็ไปแชร์ แล้วผมเชื่อว่าพี่ต่อไม่ได้คุยพรรคเดียว เขาเจอใครก็คุยทั้งนั้นแหละ เผอิญถ้าผู้สมัครที่มีพรรคอยู่แล้วบางทีอาจจะไม่ได้ฟังมาก เพราะมีหลักการและอยู่มานาน แต่คนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานก็อาจจะมีบ้างที่เขา (ต่อศักดิ์) ไปคุย ผมว่าก็เป็นอิสระของเขา ผมก็ไม่เคยถามว่าจะทำอะไร ก็ถือว่า…ก็โต ๆ กันแล้ว และไม่ได้ทำในนามผม แต่ถ้ามันเกิดเป็นผลดีแล้วประชาชนเลือก ก็เรื่องของกลุ่มนั้นเขาไป”

ไม่เกี่ยวกับอาจารย์ชัชชาติ ? เขาตอบว่า “ไม่…ไม่เกี่ยวเลย แต่คนในกลุ่มนั้นก็มีคนรู้จักนะ ก็เหมือนกับทุกพรรค เพราะ สก.เก่า ถ้าเจอก็คือ สก. ที่เราทำงานกันมา 50 คน เขาก็อยู่ทุกพรรค บางส่วนมันอาจจะอยู่ในทีมนี้บ้าง เพราะฉะนั้นกับเรา เราก็รู้จักทุกคน ที่เป็น สก.เก่า”

ไม่ทุจริต ไม่ทรยศประชาชน

อีกโจทย์ที่เป็นข้อครหาของ “ชัชชาติ” คือ การปราบทุจริต เขาฉายภาพ 4 ปีข้างหน้าว่าจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น

“ผมพูดตลอดว่าไม่ใช่ กทม.ที่เดียวนะ ผมว่าทั้งประเทศเลยที่ต้องพูดเรื่องนี้ และผมดีใจที่คนพูดเรื่องนี้เยอะขึ้น แล้วทุกครั้งที่ผมพูดตั้งแต่ผมมาเป็นผู้ว่าฯ ถามว่าปัญหาอะไรหนักใที่สุดก็คือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเพราะเราไม่เคยโกหกตัวเองว่า…เราไม่มี ต้องกลับยอมรับความจริงก่อน แต่เชื่อว่าที่ผ่านมาคอยบ่นทุกคน พูดตลอดในทีม ประชุมผู้บริหารการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ผมว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ต้องพูดแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ เพราะประเทศไม่มีทางที่จะรอดได้เลยถ้ายังมีทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่มาก”

“ยืนยันดีขึ้นเลย ผมก็เชื่อว่าสถานการณ์ดีขึ้น เราดูจากเราตั้งคณะทำงานเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องร้องเรียนปีแรกก็เยอะอาจจะเป็นแบบเป็นร้อยเคส ก็ค่อย ๆ ลดลงมา ตอนนี้เหลือน่าจะอยู่หลัก 40 กว่าเคส อาจเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งได้”

“เรื่องคอร์รัปชั่นต้องเริ่มจากคนก่อนเลย เริ่มจากนโยบาย ทุกครั้งที่เราพูดเราบอกเราไม่ยอมรับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วเราบอกว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ กทม.โชคดีมาก เพราะว่าเราได้เงินเดือนได้อะไรดีกว่าประชาชนจำนวนมากเลย ถ้าเรายังมาทุจริตคอร์รัปชั่นมันเหมือนกับทรยศประชาชน”

“ผมคิดว่าเริ่มจากการโยกย้ายเลย มีคนมาพูดว่า โอ๊ย…อะไรนะ เราไปรับเงินโยกย้าย เรื่องเนี่ยผมว่ามันเป็นเรื่องที่มันไร้สาระ”

แม้จะมีคนขุดคุ้ยว่า “มีมูล” เขาแย้งว่า “ไม่มีทางเลย เพราะหัวใจของการทำงานให้สำเร็จต้องเอาคนดี คนเก่งเข้าไปเป็นทีมงานเราถูกไหม ถ้าเราตั้งคนทุจริตมาเป็นทีมงานเรา ถามว่าจะทำงานได้สำเร็จเหรอ เพราะสุดท้ายพวกนี้เข้ามาปุ๊บ ก็จะต้องมาหาเงินเพื่อเอามาจ่ายค่าซื้อเสียง ผมว่าเรื่องนี้มันไม่มี”

“ต้องเริ่มจากคน ต้องตั้งคนที่…ที่เราไว้ใจ ที่เก่ง ที่ซื่อสัตย์ มาเป็นในทีมงานก่อน”

“ผมว่าหัวใจอันหนึ่งคือเอาเทคโนโลยีมาใช้ เพราะเทคโนโลยีไม่มีการลำเอียง ผมเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ 2 เดือนแรกเราก็เซ็นคำสั่งว่าให้นำข้อมูลทุกอย่างต้องเปิดเผยเป็นระบบดิจิทัล เอางบประมาณขึ้นให้คนเห็น เอาโครงการต่าง ๆ ขึ้น อะไรทำไปแค่ไหนเอาให้คนเห็นให้หมดเลย ก็จะทำให้มีคนมาช่วยตรวจมากขึ้น”

“และเราใช้วิธีลด…ลดการเจอหน้ากัน ให้ใช้ออนไลน์ เพราะเรื่องหนึ่งที่คนเจอเยอะที่สุดเลย เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นคือเรื่องการขอใบอนุญาตก่อสร้าง บ้านที่ต่ำกว่า 2,000 ตารางเมตร ตอนนี้ขอออนไลน์ได้ ไม่ต้องมาเจอหน้ากัน แล้วก็ลดเวลาด้วย ต่อไปทุกอย่างก็ต้องพยายามขึ้นไปออนไลน์ให้มากที่สุด”

“ชัชชาติ” ยืนยันอีกครั้งว่า การปราบทุจริต “เราทำเยอะ”

โปรเจ็กต์ใหญ่ชัชชาติ

ชัชชาติบอกว่า หัวใจของอนาคต กทม.ใน 4 ปี คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเมืองให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ต้องปรับโครงสร้างเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้มข้นขึ้น เช่น เอาเทคโนโลยีขึ้นมา ย้าย กทม.ไปอยู่บนคลาวด์ ลดการใช้ ดุลยพินิจ งั้นเราก็พยายาม Open ข้อมูลให้มากที่สุด

“ต้องพยายามปรับตรงนี้ให้มันก้าวกระโดดเลย เอาเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล แล้วก็ให้คนสามารถจะแบบติดตามปัญหา คล้าย ๆ Traffy Fondue ผมว่า Traffy Fondue ลดเรื่องปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นลงนะ เพราะว่าทุกคนที่อยู่บน Traffy Fondue รู้ได้เลยว่าทำถึงไหน ถ้าแก้รึเปล่า คนไหนที่ทำงานแบบปิด…แบบมั่ว ๆ ไป เราก็ตาม Track ได้หมด”

ต้องปรับโครงสร้างเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องการศึกษาก็จะเป็นเรื่องใหญ่ คือคนพูดถึง กทม. คนไม่ค่อยคิดถึงการศึกษา คิดถึงแต่ขยะ น้ำท่วม…”

“ผมว่าหัวใจ 2 อันก็คือ เรื่องการศึกษากับเรื่องสาธารณสุข เพราะมันคือ โง่ จน เจ็บ ถ้าการศึกษาเราคุณภาพไม่ดี เราก็ไม่สามารถจะมีอาชีพที่ดี เราก็ไม่สามารถดีกว่าพ่อแม่ได้ หรือว่าเรื่องป่วยไข้ ดังนั้น เราก็จะเอาเทคโนโลยีมาจับเรื่องการศึกษา ทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ เอาเทคโนโลยีเข้าไปในโรงเรียน อนาคต 4 ปีจะเห็นเลยว่าการเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาของ กทม.จะเป็นอย่างก้าวกระโดด”

“จะเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นการเรียนที่ใช้แบบให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เช่น เรื่องภาษาอังกฤษ ให้เด็กใช้ AI ในการฝึกพูดภาษาอังกฤษ เด็กก็ไม่ต้องอายใคร สุดท้ายห้องเรียนที่เราทดสอบไปภาษาอังกฤษเด็กดีขึ้นเกือบ 20%”

“ด้านสาธารณสุข อย่างคลินิกอบอุ่น ซึ่งปัจจุบันเรารับบัตรทองอยู่น่าจะประมาณเกือบ ๆ ล้านเคส เราต้องขยายตรงนี้ให้รับได้มากขึ้น เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง เรื่องการส่งถ่ายข้อมูล คนไข้ไม่ต้องถือแฟ้ม สามารถ Transfer ข้อมูลจากศูนย์สาธารณสุขไปที่โรงพยาบาลได้ เพื่อให้เมืองมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ชัชชาติบอกว่า กทม.จะไม่ใช้เทคโนโลยีที่เว่อร์ แต่เราต้องเน้นที่คน เน้นที่โจทย์ว่าคนต้องการอะไร แล้วเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปตอบโจทย์คน

กรุงเทพฯ เมืองของทุกคน

นอกจากนี้ “ชัชชาติ” ยังตั้งเป้าให้ กทม.เป็นเมืองของ “คนทุกคน”

“เมืองนี้ต้องเป็นเมืองที่ดูแลทุกคน ต้องพยายามหานโยบายที่ตอบโจทย์ เพราะว่าโจทย์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันเราจึงมี 250 นโยบาย เพราะเราต้องดูแลคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่ว่าจะทำรถไฟฟ้าสีเขียวเป็นเมกะโปรเจ็กต์ แล้วบอกนี่คือผลงาน…ไม่ใช่เลย เพราะคนไม่ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีอีกเป็นหลายล้านคน เด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็กที่ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าเลยก็มี กทม.จึงไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยเมกะโปรเจ็กต์ 2-3 อัน ที่เป็นผลงานชิ้นโบแดง มันต้องขับเคลื่อนด้วย…”

สไตล์ผู้ว่าฯ ต้องเป็นแนวนี้ ติดดิน เดินคุย ลุยปัญหา และเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเมือง

เขาอยากเห็น 4 ปีข้างหน้า เป็นเมืองชั้นนำของเอเชียหรือของโลก

“คำว่าชั้นนำไม่ใช่ไฮเทคล้ำ แต่เป็นเมืองที่คน แต่ว่าถ่ายเทคล้ำลึก แต่จะเป็นเมืองที่ทำให้คนอยากมาอยู่ อยากไปใช้ชีวิต อยากมาลงทุน อยากเอาบริษัทมาเปิด”

“เป็นหัวใจของการอยู่รอดของเมือง ถ้าเราสามารถดึงงานดี ๆ มาได้ก็จะดีกับคนทุกกลุ่ม ไม่ได้ดีเฉพาะคนที่ทำงาน แต่จะหมายถึงพ่อค้า แม่ค้า คนขับรถ ไลน์แมน ต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นไปด้วย”

“เมืองจะอยู่ได้ต้องเป็นตลาดแรงงานที่ดี เราก็ต้องสามารถดึงดูดคนมาอยู่ในเมืองนี้ให้ได้ ดึงคนเก่งมา เก็บคนเก่งไว้ ดึงบริษัทลงทุน ผมว่าเราได้แต้มต่อเยอะนะ”

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนมาแล้วก็มีความสุข เพราะเราโอบกอดทุกคนไว้ เรายอมรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ เรื่องอายุ เรื่องความพิการ เรื่องศาสนา เราไม่มีข้อขัดแย้ง เหลืออันเดียวทำให้ประสิทธิภาพของเมืองเพิ่มขึ้น คือ เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มพื้นที่สีเขียว มีลานกิจกรรม ลดเรื่องความทุจริตคอร์รัปชั่น ความโปร่งใส เพิ่มการทำงานให้มันสะดวก คล่องแคล่วมากขึ้น ผมว่าแค่นี้คนก็พร้อมจะมาอยู่กับเมืองไทย”

“เพราะทุกเมืองเจอโจทย์เดียวกันน่ะ พวกเขามักจะดึงดูดคนดึงดูดงานมา เพราะว่าถ้าหากไม่มีงานสุดท้ายเมืองมันก็จะไม่ค่อยมีเงิน เก็บภาษีไม่ได้”

ชัชชาติ ปิดท้าย