ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ม.ค.65 ส่งสัญญาณชะลอตัวจากผลกระทบโอมิครอน
ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ม.ค. 2565 ส่งสัญญาณชะลอตัวจากผลกระทบโอมิครอน เร่งเกาะติด “เงินเฟ้อ-โควิด-Supply disruption” ระบุเศรษฐกิจเดือน ธ.ค. 2564 ฟื้นตัวทุกหมวด อานิสงส์ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์-เปิดประเทศ หนุนท่องเที่ยว-การบริโภคขยายตัว 2.3% การลงทุน-การผลิต-การส่งออกเร่งตัวสูงขึ้น หลังปัญหาอุปทานหยุดชะงักคลี่คลาย ด้านเงินบาทเดือน ธ.ค. อ่อนค่าตามนโยบายการเงินประเทศหลักก่อนทยอยแข็งค่าหลังไทยกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยว
วันที่ 31 ม.ค. 2565 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินเดือนธันวาคม 2564 ฟื้นตัวทุกหมวด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการผ่อนคลายและการเปิดประเทศ สอดคล้องกับไตรมาสที่ 4 ที่มีการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ตามอุปสงค์ต่างประเทศและปัญหาการแคลนขาดวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี สัญญาณการฟื้นตัวในเดือนมกราคม 2565 ชะลอตัวลงตามการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม รวมถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย

“หากดูเครื่องชี้เร็ว หรือ Google Mobility ระหว่างวันที่ 1-21 ม.ค. พบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนม.ค. 2565 มีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้างจากผลของการระบาดของโอมิครอนในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2564 โดยกิจกรรมภาคบริการและภาคการค้ามีแนวโน้มลดลง ซึ่งยังคงต้องติดตามกำลังซื้อของภาคประชาชน รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น ปัญหา Supply Disruption และระบาดของโควิดจะมีการกลายพันธุ์หรือไม่”
ทั้งนี้ หากดูภาพรวมเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจในเดือน ธ.ค. 2564 พบว่าปรับดีขึ้นทุกหมวด โดยการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวดีขึ้น หลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น และความเชื่อมั่นปรับดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ตลอดจนมาตรการภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง เฟส 3 และเราเที่ยวด้วยกันสนับสนุนการใช้จ่าย โดยการบริโภคเอกชนเดือน ธ.ค.ขยายตัว 2.3% จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 1.4% และหากเทียบทั้งไตรมาสที่ 4 ขยายตัวสูงถึง 8.2% จากไตรมาสก่อนหดตัว -3.2%
ขณะที่ตลาดแรงงานเดือนนี้ปรับดีขึ้น สะท้อนจากการสำรวจผู้ประกอบการอิสระผ่าน “Social Listening” พบว่ามีมุมมองและบรรยากาศ (Sentiment) เป็นบวก ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ขอรับสิทธิว่างงานประกันสังคมลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 สะท้อนตลาดแรงงานโดยรวมยังคงเปราะบาง
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะอุปสงค์และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ฟื้นตัว โดยการลงทุนเดือน ธ.ค. ขยายตัว 1.7% สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวเพียง 0.9% และหากเทียบไตรมาสที่ 4 ขยายตัวอยู่ที่ 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้าหดตัว -2.1% สอดคล้องกับภาคผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับดีขึ้นตามอุปสงค์และปัญหาอุปทานหยุดชะงัก (Supply disruption) ที่คลี่คลาย
โดยขยายตัว 2.6% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 1.2% และหากดูไตรมาสที่ 4 ขยายตัวสูงถึง 8.2% จากไตรมาสก่อนหน้าหดตัว -6.0% เป็นผลมาจากอุปสงค์ต่างประเทศ โดยหมวดที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ รถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เคมีภัณฑ์ และอาหาร-เครื่องดื่มตามผลผลิตน้ำตาลที่ดีขึ้น
ดังนั้น จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับดีขึ้น ส่งผลต่อไปยังภาคการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกในเดือนธ.ค.เร่งตัวสูงขึ้น 5.2% เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.0% และไตรมาสที่ 4 ขยายตัว 5.6% จากไตรมาส 3 หดตัว -1.8% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวล้อไปกับภาคผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ปรับดีขึ้น หลังจากปัญหาขาดแคลนชิปคลี่คลาย
ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนหดตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ -0.4% ส่วนหนึ่งมาจากมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วในช่วงเดือน ต.ค.ต้นปีงบประมาณ ส่งผลให้รายจ่ายลงทุนรัฐบาลหดตัว -8.4% และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว -1.0%
สำหรับเสถียรภาพต่างประเทศ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ธ.ค. เร่งตัวขึ้นหลังจากเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 โดยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวน 2.3 แสนคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2564 รวมอยู่ที่ 4.28 แสนคน ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอยู่ที่ 1.4 พันล้านดอลลาร์ จากดุลการค้าที่เกินดุลน้อยลง แม้ว่าการส่งออกจะเร่งตัวสูงขึ้น แต่การนำเข้าเพิ่มสูงกว่าจากการนำเข้าทองคำเป็นสำคัญ ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนยังขาดดุล
“ดัชนีชี้วัดไตรมาสที่ 4 น่าจะฟื้นตัวกว่าไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ดี ตัวเลขอาจจะต้องรอดูจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แต่หากดูโดยรวมดีกว่าที่เราคาดไว้ ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนนักท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นตามการผ่อนคลายของมาตรการภาครัฐ”
นางสาวชญาวดีกล่าวต่อไปว่า ส่วนแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในเดือน ธ.ค. พบว่า อ่อนค่าจากเดือนก่อนหน้า เป็นผลมาจากนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้วที่มีความเข้มงวดขึ้น และความกังวลต่อการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน โดยเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าคู่แข่ง อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางเดือน ม.ค. 65 ค่าเงินบาททยอยกลับมาแข็งค่า หลังจากทางการไทยมีแนวโน้มจะกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง
โดยในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 2.17% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 2.71% ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลง แต่ในส่วนของราคาอาหารสดปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากเนื้อสุกรที่มีโรคระบาดเกิดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดูแลเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.29%
