ฟันด์โฟลว์หุ้นไทยเปลี่ยนทิศ นักลงทุนรอผลประชุมเฟด
บล.ฟิลลิปประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัวในกรอบ 1,650-1,665 จุด รอความคืบหน้าผลประชุมเฟด 15-16 มี.ค.นี้ “รัสเซีย-ยูเครน” Overhang รบกวนตลาด-ล็อกดาวน์เซินเจิ้นกระทบการผลิตและขนส่ง-ฟันด์โฟลว์เปลี่ยนทิศเริ่มไหลกลับ Developed Market
วันที่ 14 มีนาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้จะแกว่งตัวออกข้างระหว่างรอความคืบหน้าของปัจจัยต่าง ๆ โดยมองเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,650-1,665 จุด ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ 1.ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งสัปดาห์นี้ตลาดน่าจะกลับมาให้น้ำหนักต่อประเด็นนี้มากขึ้น จากกำหนดการประชุม FOMC ระหว่างวันที่ 15-16 มี.ค. 65
โดยคาด Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% แต่น่าติตตาม Dot Plot และคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มจะถูก Downgrade จากความเสี่ยงวิกฤตพลังงานจากรัสเซีย-ยูเครน และภาะเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
2.สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงเป็น Overhang รบกวนตลาดต่อไป และ 3.สถานการณ์โควิดทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดน่าจับตาสถานการณ์ในจีนที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เมืองเสิ่นเจิ้นซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและเป็นศูนกลางเทคโนโลยีของจีนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่ง
ส่วนสถานการณ์โควิดในประเทศยังเร่งตัวอยู่ในระดับสูงทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต แต่สัญญาณจาก ศบค. ที่เตรียมจะปรับโควิดให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นในวันที่ 1 ก.ค. 65 เป็นนัยว่าจากนี้จะไม่มีการใช้มาตรการ Lockdown และเดินหน้าเปิดประเทศเต็มตัวหนุนกลุ่มท่องเที่ยวกลับมาโดดเด่น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ธีมเด่นน่าสนใจ ได้แก่ 1.ศบค.เตรียมปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่นหนุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมือง (CENTEL, AOT, AWC) 2.หุ้นรับประโยชน์ทิศทางราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง (TOP, BCP) และ 3.หุ้นรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น (KBANK, BBL, TISCO)
ด้านสถานการณ์เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) สัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดหุ้นฝั่ง Emerging Market มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าไทยจะยังแกร่งกว่าภูมิภาคแต่ทิศทางภาพรวมเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการเริ่มใช้นโยบายทางการเข้มงวดของ Fed
อาจทำให้ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับไปฝั่ง Developed Market ที่ราคาปรับตัวลงไปแรงกว่า 10-13% ส่วนในตลาดตราสารหนี้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากไทยราว 40,000 ล้านบาท ทำให้เงินบาทเริ่มมีทิศทางออนค่ามาแตะระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ต้องจับตาค่าเงินบาทหากพลิกมาอ่อนค่าต่อเนื่องจะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนสถาบันเริ่มมีสถานะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้งหลังจากขายต่อเนื่องกว่า 69,000 ล้านบาทมาตั้งแต่ต้นปี
ส่วนประเด็นต้องติดตามสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย 1.การประชุม FOMC การประชุมธนคารกลางยุโรป (BOE) และการประชุมธนาคารญี่ปุ่น (BOJ) 2.ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือน ก.พ. 65 และ 3.ยอดค้าปลีกและยอดค้าปลีกพื้นฐานสหรัฐเดือน ก.พ. 65