หุ้นไทยแกว่งตัว 1,635-1,655 จุด รอผลประชุมเฟดคืนนี้ ก้าวแรกยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัว 1,635-1,655 จุด รอผลประชุมเฟดคืนนี้ สู่ก้าวแรกสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น-วานนี้ราคาน้ำมันดิ่งต่อ 6%-จีนชะลอเปิดประเทศกระทบซัพพลายเชนโลก เอฟเฟ็กต์ทางอ้อมหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวของไทย
วันที่ 16 มีนาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้คาดจะแกว่งตัวออกข้างรอผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คืนนี้ที่จะเป็นตัวชี้ทิศทางนโยบายทางการเงินและกำหนดทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในอนาคต
ขณะที่การดิ่งหนักต่อเนื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะส่งผลบวกต่อหุ้นบางส่วนที่เคยปรับตัวลงหนักจากความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน แต่จะเป็นลบต่อหุ้นพลังงาน
อีกทั้งหากสถานการณ์ในจีนไม่ดีขึ้น และจีนชะลอการเปิดประเทศออกไปอีก จะยิ่งมีแรงกดดันทางอ้อมต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากรายได้การท่องเที่ยวหลักมาจากนักท่องเที่ยวจีน
ทำให้มองว่า SET Index จะยังขยับไปไหนไม่ได้ไกล โดยจะแกว่งในกรอบระหว่าง 1,635-1,655 จุด ส่วนประเด็นอื่นที่แวดล้อมตลาดยังต้องรอความคืบหน้าต่อไป อาทิ
1.สงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้จะมีการเจรจารอบใหม่ระหว่างสองฝ่ายอีกครั้ง แต่สถานการณ์ยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวกหลังยูเครนประกาศเคอร์ฟิว 35 ชั่วโมงจนถึงช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีหลังเผชิญการโจมตีอย่างหนักจากกองทัพรัสเซีย
2.มาตรการช่วยลดค่าครองชีพของไทยหลังนายกรัฐมนตรีสั่งหารือทีมเศรษฐกิจกรณีรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบโลกปรับลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือลดลงต่อเนื่องอีกมากกว่า 6% วานนี้ ท่ามกลางความกังวลมาตรการ Zero COVID ของจีนที่กลับมา Lockdown เมืองเสิ่นเจิ้น และมีแนวโน้มจะขยายออกไปหากการติดเชื้อยังเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ Global Supply Chain และความต้องการใช้น้ำมันให้ลดน้อยลง
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในธีม 1.หุ้นรับประโยชน์ราคาน้ำมันปรับตัวลงส่งผลต้นทุนพลังงานลด (EPG, SCC, SCGP) 2.หุ้นรับประโยชน์โควิดโอมิครอนสายพันธุ์ใหม่ (BCH, CHG, BDMS, IMH) 3.หุ้นรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น (KBANK, BBL, TTB, BLA) และ 4.หุ้นรับเงินบาทอ่อนค่า (SAPPE)
คาดการณ์ผลการประชุม Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อ้างอิงตามผลสำรวจจาก CME Group โดยนักลงทุนกว่า 98.3% ส่วนมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐจาก Fed คาดว่าจะถูกปรับลดลงหลังจากที่ CNBC Fed Survey ได้สำรวจประเมินโอกาสการเกิด Recession ในสหรัฐว่ามีโอกาสเกิดขึ้นถึง 33%
ใกล้เคียงกับที่ทาง Goldman Sachs ที่คาดว่ามีโอกาสเกิด Recession 35% จากเงินเฟ้อและการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed รวมถึงการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย
ส่วน Dot Plot ของ Fed คาดว่าจะมีความ Hawkish ขึ้น โดยในปีนี้ Fed น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 5 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีอยู่ที่ 1.25-1.50% และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า 2-3 ครั้ง จนดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75-2% และอาจมีรายละเอียดเบื้องต้นของการทำลดขนาดงบดุล (QT) ว่าจะเริ่มช่วงเวลาใดและปริมาณเท่าไรออกมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้านี้เปิดตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดที่ 1,658.99 จุด บวก 14.63 จุด