หุ้นไทยแกว่งแคบหลังขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ลุ้น ศบค.ผ่อนคลายมาตรการ
บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีแนวโน้มแกว่งตัวแคบในกรอบ 1,670-1,685 จุด หลังจากปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ช่วง 2 วันทำการ แต่ความผันผวนต้องไม่หลุด 1,670 จุด จึงจะยังรักษาแนวโน้มทางขึ้นต่อได้ ลุ้นประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันนี้ผ่อนคลายมาตรการ
วันที่ 18 มีนาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้แกว่งตัวแคบในกรอบระหว่าง 1,670-1,685 จุด หลังจากปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา แต่ความผันผวนต้องไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,670 จุด จึงจะยังรักษาแนวโน้มทางขึ้นต่อได้
โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1.สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เตรียมสื่อสารกับประธานาบดีสีจิ้นผิงของจีนในวันนี้ เพื่อเรียกร้องให้จีนเกลี้ยกล่อมรัสเซียเลิกรุกรานยูเครน
2.ปัญหา Global Supply Shortage จากการที่จีนยังคงใช้นโยบาย Zero Covid ทำการ Lockdown เมืองสำคัญหลังผู้ติดเชื้อยังเร่งตัวไม่หยุด แต่ล่าสุดเริ่มมีคำสั่งผ่อนคลายให้บางโรงงานกลับมาเปิดดำเนินการได้บ้างแล้วภายใต้ “Closed Loop System” อาทิ Foxconn Tech
3.การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.10% ตามเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัว ขณะที่วานนี้ธนาคารกลางยุโรป (BOE) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในการประชุม 3 ครั้งติดต่อกัน และกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี
4.การประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันนี้ที่คาดมีการเสนอผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านโควิดให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง
โดยต้องติดตามการพิจารณามาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1.ปรับลดจำนวนพื้นที่เสี่ยงลงโดยพื้นที่สีส้มปรับเป็นสีเหลืองและพื้นที่สีเหลืองปรับเป็นสีเขียว 2.การจัดงานช่วงสงกรานต์อาจให้มีการดำเนินการได้ภายใต้มาตรการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม 3.ปลดล็อกกลุ่มสถานบันเทิงให้กลับมาเปิดบริการได้
และ 4.ปรับมาตรการ Test & Go โดยลดจำนวนการตรวจ RT-PCR เหลือเพียง 1 ครั้งเมื่อมาถึงประเทศไทย (ไม่ต้องตรวจมาก่อนจากประเทศต้นทาง) และหลังจากเข้าประเทศไทยครบ 5 วันให้ตรวจด้วย ATK รวมถึงปรับลดเกณฑ์วงเงินประกันสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน จากปัจจุบัน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ซึ่งหากอนุมัติจะช่วยหนุนกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมืองกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
ส่วนมาตรการที่คาดว่าจะยังคงไว้ตามเดิมคือการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะและบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป
กลยุทธ์การลงทุน มองเด่นน่าสนใจ ได้แก่ 1.หุ้นที่คาดครึ่งแรกปี 2565 กลับมาฟื้นตัวได้แข็งแกร่งโดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมืองและค้าปลีก (AOT, CENTEL, MINT, ERW, CPALL, TACC, MAKRO) 2.หุ้นรับการปรับขึ้นค่า FT หนุนกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมาดี (GPSC, BGRIM) และ 3.หุ้นกลุ่มการเงินที่รายได้ปีนี้น่าจะพลิกกลับมาโตได้อีกครั้ง (TIDLOR, JMT, SINGER)