เงินบาทใกล้อ่อนสุดรอบ 5 ปี จ่อทะลุ 34 บาท-ปลายปี ‘พลิกแข็งค่า’
การดำเนินนโยบายการเงินของเหล่าประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ส่งผลอย่างมากต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) และกระทบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด และเป็นประเทศขนาดเล็กรวมถึงประเทศไทย

ล่าสุด “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ออกมาระบุว่า ค่าเงินบาทใกล้ถึงจุดอ่อนสุดในรอบ 5 ปีแล้ว
“กฤติกา บุญสร้าง” ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 22 เม.ย.) เงินบาทอ่อนค่าไปแล้ว1.58% โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า ในครึ่งแรกปีนี้เงินบาทมีโอกาสทดสอบ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่ไม่น่าจะหลุดระดับนี้
เนื่องจากคาดว่าทางการไม่น่าจะปล่อยให้อ่อนค่าไปมากกว่านี้ เพราะช่วงนี้มีสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อสูง และราคาน้ำมันแพงด้วย ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี หากหลุดไป ก็อาจจะไปทดสอบที่ 34.20 บาทได้ เนื่องจากช่วงนี้จะมีปัจจัยเรื่องของฤดูกาลที่มีการจ่ายเงินปันผลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งหลายบริษัทก็มีผู้ถือหุ้นเป็นนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ต้องมีการส่งเงินกลับออกไป โดยคาดว่าจะมีเงินทุนไหลออกราว 75,454 ล้านบาท ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.นี้ และแรงกดดันจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลในระยะนี้
นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอก สงครามรัสเซีย-ยูเครนผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ในขณะที่การปิดเมืองของจีน ทำให้ค่าระวางเรือยังคงอยู่ในระดับสูง และวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าด้วย
“ค่าเงินบาทตอนนี้ จริง ๆ แล้ว ยังไม่ได้อ่อนค่าเท่ากับปีก่อนที่อ่อนค่าไปทดสอบ 33.90 บาทแล้วก็มีทะลุไป 34.00 บาทอยู่แวบนึงด้วย เพียงแต่พอปิดตลาดก็แข็งค่ากลับมาได้ ดังนั้นถ้าปีนี้จะหลุดไป 34 บาทก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ”
“กฤติกา” กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปีนี้ ทางธนาคารกสิกรไทยยังคงประเมินว่า สิ้นปีค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 32.00-32.50 บาท
ไตรมาส 2 ราคาน้ำมัน นโยบายเฟด ชี้ชะตาค่าบาท
ขณะที่ “รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 2 นี้ เงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่ามากกว่า 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ จาก 2 ปัจจัย คือ ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ระดับสูง ทำให้ไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น กับนโยบายของเฟด ที่ดูเหมือนว่าจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดได้เคยประเมินไว้เดิม
แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีปัจจัยต่าง ๆ น่าจะเริ่มนิ่ง และเงินบาทน่าจะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้น
ทั้งนี้ หากเงินบาทอ่อนค่าหลุด 34 บาทไปก็จะเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งปีที่แล้วก็ทดสอบไป 2-3 รอบ แต่ยังไม่ผ่าน แต่ปีนี้มีปัจจัยลบต่อค่าเงินบาทค่อนข้างมาก ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ของขาดตลาด สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น ซึ่งไทยเป็นประเทศผู้ซื้อน้ำมันสุทธิ จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
“สิ้นปีนี้ เรามองไว้ที่ 32.75 บาท คือมองว่ามีโอกาสที่เงินบาทจะกลับไปแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง คือ มีโอกาสที่จะกลับไปแข็งค่าหลุด 33.00 บาทจากปัจจัยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เพียงแต่ช่วงนี้ยังต้องรอ
ทั้งจีนปลดล็อกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กรุงศรีมองว่าคงดอกเบี้ย 0.50% ทั้งปี เพราะเท่าที่ดูแล้ว ท่าที กนง.ยังคงมองเงินเฟ้อเกิดจากด้านต้นทุน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ดีมาก จึงน่าจะพยายามยื้อหรือตรึงไว้ก่อน”
ส่วนทิศทางฟันด์โฟลว์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า หลังจากนี้ต่างชาติน่าจะทยอยลดการซื้อหุ้นไทยลงแล้ว
เพราะไตรมาสแรกซื้อไปค่อนข้างมาก ตกเดือนละกว่า 3 หมื่นล้านบาทส่วนตลาดพันธบัตรก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับบอนด์ทั่วโลกที่มีการขายออก ดังนั้น ฟันด์โฟลว์ไหลออก
เศรษฐกิจโลกปีนี้เต็มไปด้วยความผันผวนจริง ๆ ซึ่งประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ทั้งตลาดเงินและตลาดทุนก็คงต้องรับมือกันให้ดี ๆ