หุ้นไทยเปิด Gap Down ลงทดสอบโซนแนวรับ 1,670 จุด กังวลเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย
บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดจะเปิด Gap Down ลงทดสอบโซนแนวรับ 1,670 จุด ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังดัชนี Dow Jone ดิ่ง 980 จุด (-2.82%) กังวลเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% เริ่มลดขนาดงบดุลเดือนละ 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แนะนำให้ “เฝ้าจับตา” ตลาดไปก่อนช่วงแรก เหตุผันผวนสูง-ระวัง Panic Sell
วันที่ 25 เมษายน 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า ดัชนี SET Index เช้านี้คาดว่าจะเปิด Gap Down ลงทดสอบโซนแนวรับ 1,670 จุด ตามทิศทางตลาดต่างประเทศเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังดัชนี Dow Jone ปรับตัวลงกว่า 980 จุด (-2.82%) ท่ามกลางความวิตกการใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ในเดือนหน้าทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% และการเริ่มลดขนาดงบดุลเดือนละ 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และ Spread ของพันธบัตรระยะสั้นกับระยะยาวเริ่มกลับมาลดลงอีกครั้ง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในอนาคต จึงเป็นลบต่อทิศทางเงินทุนต่างชาติ(Fund Flow) และหุ้นไทย ในแง่การไหลกลับไปยังฝั่งสหรัฐ หรือไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปเลย
อย่างไรก็ดี แม้คาด SET Index จะมีการย่อตัวแรงในช่วงแรก แต่อาจมีแรงซื้อสวนกลับที่บริวณแนรับ และกลับมาแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 1,670-1,690 จุดได้ จากแรงหนุนปัจจัยภายในดังนี้ 1.ศบค.มีมติยกเลิก Test&Go แบบตรวจ RT-PCR ตั้งแต่ 1 พ.ค.65 เป็นต้นไป ให้ตรวจเฉพาะ ATK แบบ Professional นำไปสู่การเปิดประเทศเต็มรูปแบบ หนุนกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมืองฟื้นตัว
และ 2.การประกาศผลประกอบการของกลุ่ม Real Sector สัปดาห์นี้ที่น่าจะมีทิศทางออกมาดีขึ้นประเมินจาก EPS Consensus ปีนี้ของ SET Index ตั้งแต่ครึ่งเดือนหลังของ มี.ค.65 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องล่าสุดอยู่ที่ 96.99 จุด
กลยุทธ์การลงทุนเช้านี้ทางฝ่ายแนะนำให้ “เฝ้าจับตา” ตลาดไปก่อนเนื่องจากช่วงแรกน่าจะมีความผันผวนและ Panic Sell สำหรับธีมการลงทุนเน้น
1.หุ้นปลอดภัยหรือได้รับผลกระทบจำกัดจากแรงกดดันภายนอก อาทิ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและสุขภาพ ได้แก่ BCH, CHG, MEGA
2.หุ้นรับเงินบาทอ่อนค่าใกล้แตะ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ASIAN, CPF, GFPT และ 3.หุ้นคาดผลประกอบการไตรมาส 1/65 ออกมาดี
ประเด็นสำคัญสัปดาห์นี้ 1.ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ได้แก่ GDP ไตรมาส 1/65 ที่คาดจะขยายตัว 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมันผู้บริโภคเดือน เม.ย.65 และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และตัวเลขเงินเฟ้อวัดค่าจาก Core PCE และ PCE Prices Index
2.GDP ไตรมาส 1/65 ของยุโรปที่คาดจะขยายตัวเพียง 1.6% จากผลกระทบการคว่ำบาตรรัสเซีย 3.การประชุมธนาคารญี่ปุ่น(BoJ) ที่คาดว่าจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเหมือนเดิม เนื่องจากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
4.ตัวเลข Caixin Manufacturing PMI ของจีนเดือน เม.ย.65 และ 5.การเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ว่าจะยุติสงครามรอบใหม่ได้หรือไม่