Skip to content

“ชูศักดิ์” เลาะกติกาใต้เส้น รธน. ฝ่ากับดักประชาธิปไตยครึ่งใบ สู่เลือกตั้ง 2561

27 ธ.ค. 2560 | 21:15น.
“ชูศักดิ์” เลาะกติกาใต้เส้น รธน. ฝ่ากับดักประชาธิปไตยครึ่งใบ สู่เลือกตั้ง 2561

สัมภาษณ์พิเศษ

ดูการเมืองในศักราช 2561 อาจเป็นศักราชที่เข้มข้นดุเดือดเพราะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายโรดแมปอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาประกาศใช้ จะมีการเลือกตั้งใน 150 วัน

ศักราชหน้า…จึงเป็นห้วงเวลาที่อาจนับได้ว่าถอยหลังปิดฉากโรดแมป

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้พยากรณ์อนาคตการเมืองว่าศักราชหน้ายังเชื่อว่าจะมีเลือกตั้งอยู่หรือไม่

ความพร้อมของพรรคในกติกาเลือกตั้งแบบใหม่จะเป็นอย่างไร พรรคเพื่อไทยมีโอกาสจะชนะเลือกตั้งอยู่หรือไม่ รวมถึงโอกาสที่จะมีนายกฯ คนนอกเป็นไปได้แค่ไหน…

Q : การเมืองปีหน้าคาดการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร

รัฐบาลก็คงสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในหลาย ๆ มิติ แน่นอนที่สุดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนจะเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อผนวกกับปัญหาอื่น ๆ ที่สะสมมายาวนาน และเป็นปัญหาที่ดูเหมือนถูกกดทับไว้โดยอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ประกอบกับประชาชนโดยทั่วไปโดยเฉพาะชนชั้นกลางที่จำยอมต่ออำนาจเผด็จการ เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสงบสุข ในบ้านเมือง ต่างตระหนักเห็นได้ชัดว่า 3 ปีกว่า ของการยึดอำนาจปกครองประเทศ มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ไปในทางที่ดี มีความหวังขึ้นบ้าง ปีหน้าจึงเป็นปีของการเรียกร้องให้ คสช. ปล่อยวางจากอำนาจ เป็นปีของขาลงของ คสช. ประชาชนโดยทั่วไปจะให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้ และจับตารัฐบาลว่าจะมีหนทางพลิกแพลงอย่างไรไปได้อีก ปีหน้าจะเป็นปีของการประเมินว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังจะต้องการรัฐบาลแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ หลังจากได้พบเห็น ความเป็นจริงตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีเต็มของการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีรัฐบาล คสช.

Q : ยังเชื่อหรือไม่ว่ายังมีการเลือกตั้งปี 2561 ถ้าเลื่อนอะไรจะเป็นเงื่อนไขในการเลื่อน

ดูจากคำประกาศของหัวหน้า คสช. ที่พูดไว้ในหลายที่หลายแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดูจากโรดแมป ตามที่ขีดเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีการบ่งบอกระยะเวลาไว้ มีความชัดเจนพอสมควร จึงหวังว่าคงจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 ถ้าจะไม่มี หรือเลื่อนออกไปอีก ไม่รู้จะยาวนานเท่าไร คงจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าอย่างไรเสียต้องมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ค่อนข้างแน่นอน ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ก็ต้องบอกว่าเราอาจเห็นการประท้วง ในเรื่องการผิดคำพูด ผิดสัจจะวาจาที่ให้ไว้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประชาชน เมืองไทย เคยเกิดวิกฤตเพราะการผิดคำพูดมาแล้ว

อย่างไรก็ตามขอติ่งไว้นิดว่า สถานการณ์ในเมืองไทยในปัจจุบัน มีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอน ค่อนข้างสูง สังคมไทยปัจจุบันตกอยู่ในหลุมอากาศที่ว่านั้น เรียกว่าอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

แต่ก็น่าจะเป็นอะไร ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของประชาชน จึงต้องทำใจ เผื่อคิดไว้ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่จะสรรหาเหตุผลอะไรมาตอบประชาชนได้ และประชาชนจะยอมหรือ

Q : โครงสร้างรัฐธรรมนูญ – กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมี ที่ทำให้พรรคการเมืองต้องแพ้ฟาวล์

โครงสร้างรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมืองที่ประกาศใช้ เคยบอกไว้ว่าเอาพรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นจำเลยสังคม ตลอดเวลาของการรัฐประหาร 3 ปีกว่า ๆ คือ การโหมโฆษณาว่านักการเมืองไม่ดี ทุจริต คดโกง สร้างปัญหาให้สังคม มีความพยายามที่จะสร้างรูปแบบการปกครองประเทศในแบบรัฐราชการ ราชการเป็นใหญ่ เอาแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ แน่นอนจึงวางกลไกต่าง ๆ ที่จะควบคุมตรวจสอบ กำกับพรรคการเมืองไว้มากมายก่ายกอง เช่น ต้องแสดงแหล่งที่มาของงบประมาณที่จะใช้ในนโยบายที่หาเสียง ในขณะที่รัฐบาลนี้ไม่ต้องแสดงอะไรเลย การกำหนดให้ กกต. มีอำนาจปลดคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้ ให้อำนาจ กกต.ที่จะสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี โดยเป็นอำนาจใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่เขาสร้างขึ้นเพื่อควบคุมกำกับพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบกติกาที่เขาวางไว้ บางท่านจึงบอกว่ากติกาแบบนี้ เราจะยังเล่นการเมืองกันอยู่อีกหรือ

Q : กับดักอะไรที่พรรคเพื่อไทยจะต้องระวังที่สุดในสนามเลือกตั้ง

กับดักที่สำคัญที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ ความเข้าใจในกฎกติกาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลายสิ่งหลายอย่างไม่เคยปฏิบัติมาก่อน เช่น เรื่อง primary ผู้บริหารพรรคก็ดี สมาชิกพรรคก็ดี ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวมาก่อน เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองประกาศใช้แล้วก็เกิดปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้ คสช.ไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม การดำเนินการสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องศึกษาทำความเข้าใจ และต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่เขาเขียนกฎหมายไว้ แต่จะทำด้วยความยากลำบาก ทุกอย่างจึงเป็นกับดักได้ทั้งสิ้น ทั้งตัวบทกฎหมายและบทบัญญัติที่มีขึ้นและที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ การรีเซตกรรมการเลือกตั้ง ปัญหา กกต. ที่จะเข้ามาใหม่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยบริสุทธิ์เที่ยงธรรม หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง

Q : ความพร้อมในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยตามกติกาใหม่

ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ แบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นที่รู้กันว่าสร้างขึ้นเพื่อลดทอนคะแนนเสียง จำนวน ส.ส. ของพรรคใหญ่ลง แน่นอนที่สุดพรรคเพื่อไทยคือเป้าหมายสำคัญที่คนร่างรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นในการที่จะลดจำนวน ส.ส. ของพรรคลง โดยเฉพาะในระบบบัญชีรายชื่อ การเลือกตั้ง ครั้งหน้าจึงต้องทำความเข้าใจกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่อย่างถ่องแท้ และเผชิญกับมันอย่างรู้เท่าทัน ทั้งนี้ เพื่อขจัดจุดอ่อนอันมีผลกระทบมาจากระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ต้องมีการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ส่วนสำคัญ คือ การตระหนักรู้ในระบบเลือกตั้งแบบใหม่ การดำเนินการตามระบบที่สร้างขึ้นอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ส่วนความพร้อมของผู้สมัคร ว่าไปแล้วพรรคมีอดีต ส.ส.จำนวนมากที่ยังคงเกาะติดอยู่กับประชาชน ไม่ทิ้งประชาชน จึงเชื่อว่า ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ ระบบแบบนี้ก็คง

จะต้องมียุทธศาสตร์ในการคัดคนลงสมัคร ส.ส. ทั้งสองระบบด้วย ที่น่าหนักใจอยู่คือ ระบบที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น ระบบ primary และมาตรการอื่น ๆ มีปัญหาว่าคงจะสร้างความยุ่งยากและปัญหาให้กับพรรคการเมืองพอสมควร

Q : ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แต่อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

เมื่อพิจารณาความเป็นไปในทางการเมือง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เรายังเชื่อว่าการเมือง ในอนาคตในส่วนของการแข่งขัน คู่แข่งคงจะไม่ต่างไปจากเดิมนัก อย่างไรก็ตามตัวแปรในส่วนของพรรคการเมืองใหม่ แม้แต่พรรคการเมืองเก่า ที่อาจถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป้าประสงค์ในการสืบทอดอำนาจของคณะนายทหารชุดที่กำลังบริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ตัวแปรนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคบ้างแน่นอน ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ยังคงเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังให้โอกาสเราอยู่ ยิ่งมีการยึดอำนาจกันมานานแบบนี้ กดกันไว้แบบนี้ เศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ เรายิ่งเชื่อมั่นว่าประชาชนจะช่วยลงคะแนนให้เรา และยังคงจะชนะการเลือกตั้ง

ปัญหาว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร คงต้องดูจากปัจจัยอะไรหลายอย่าง ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาสร้างกลไกให้คนนอกเป็นนายกฯ เอา ส.ว. แต่งตั้งมาร่วมเลือกนายกฯ ก็ชัดอยู่แล้ว เรื่องนี้คงต้องพิจารณากันไปเรื่อย ๆ จนถึงใกล้จะเลือกตั้งว่าประเด็นของสังคมในขณะนั้นคิดอย่างไรกับสถานการณ์ของบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงยังพูดแบบฟันธงไม่ได้เท่าไรนัก

Q : มีการเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อปิดทางนายกฯคนนอก ถ้าจะไม่ให้เกิดนายกฯ คนนอกมีวิธีการอื่นหรือไม่ที่จะเพื่อไทย กับประชาธิปัตย์ไม่ต้องจับมือกัน

ปัญหาการจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเรื่องที่พูดกันไป ยังห่างไกลอยู่มากและไม่ง่ายเลย เข้าใจว่าผู้ที่จุดประเด็นนี้คงเห็นประเด็นสำคัญที่ต้องยอมรับกันได้ว่าถ้าพรรคการเมืองทุกพรรค หรือพรรคใหญ่ ๆ จับมือกัน ในเบื้องต้น มีจุดยืนร่วมกันว่าไม่เอานายกฯ คนนอกเท่านั้น ผมว่านายกฯ คนนอกก็มาไม่ได้

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เบื้องต้นจะเลือกนายกในรัฐสภา มี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน มาร่วมโหวตกับ ส.ส. 500 คน ดังนั้น ใครจะเป็นนายกฯ จะต้องมีเสียงสนับสนุนในรัฐสภา 376 คน ขึ้นไป ใน 376 คน นั้น อาจเป็นเสียง ส.ส. ล้วน ๆ หรืออาจเป็นเสียง ส.ส. บวก ส.ว. แต่งตั้ง คะแนนเสียงที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้จึงมีความสำคัญที่พูดได้ในขณะนี้ให้เห็นภาพคือ แม้จะ design รัฐธรรมนูญ ปูทางไว้สำหรับนายกฯ คนนอก แต่ถ้านายกฯ คนนอกไม่มีเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. อย่างน้อย 250 คนขึ้นไป นายกฯ คนนอกอะไรที่เตรียมการกันเอาไว้ก็อยู่ไม่ได้ กฎหมายไม่ผ่านสภา งบประมาณไม่ผ่าน ก็จบเห่แล้ว

เมื่อตัวเลขเป็นเช่นนี้ หากพรรคใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ก็ดี ได้เสียงแบบถล่มทลาย เช่น ได้เสียงถึง 250 เสียง เป็นต้น หากพรรคการเมืองอื่น ๆ ปฏิเสธนายกฯ คนนอก มาร่วมกัน

จัดตั้งรัฐบาล เช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปจับมือกัน และไม่ต้องไปพึ่งพาเสียง ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน โอกาสเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็อาจเป็นไปได้ สถานการณ์ทางการเมืองและความล้มเหลวของการบริหารบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจส่งผลให้ไปถึงจุดที่กล่าวมานั้นก็ได้