แผนคืนเงิน 1 บาท 1 ดอลลาร์ ให้ลูกค้า Zipmex ส่อล่ม เจ้าหนี้เคว้ง

Zipmex

เปิดผลโหวตแผนคืนเงินลูกค้า Zipmex งดออกเสียงกว่า 80,000 เสียง หวั่นแผนคืนเงิน 1 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ล้ม

วันที่ 11 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ผลการลงคะแนนเสียงของลูกค้า-เจ้าหนี้บริษัท Zipmex ที่ได้เสนอแผนชำระหนี้มูลค่า 98.19 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,000 ล้านบาท ด้วยอัตราเพียง 3.35% ของมูลหนี้ (เทียบได้กับ 3.35 เซนต์ ต่อ 1 ดอลลาร์ หรือ 1.22 บาทต่อ 1ดอลลาร์) ส่อแววล่มเนื่องเจ้าหนี้ กว่า 80,879 รายจากทั้งหมด 83,298 ราย “งดออกเสียง”

ในขณะที่เจ้าหนี้ 343 รายเห็นชอบและอีก 2,076 รายคัดค้าน แผนชำระหนี้ดังกล่าว จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าผลคะแนนเช่นนี้จะส่งผลอย่างไรต่อแผนชำระหนี้ เพราะจากคะแนนเสียงสรุปว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่งดออกเสียงต่อแผนการนี้

จากรายงานการประชุมของ Zipmex เปิดเผยว่า แผนการชำระหนี้หนี้ เป็นการรวมแล้วขายทรัพย์สินของ 2 บริษัท คือ บริษัท ซิปเม็กซ์ เอเชีย พีทีอีแอล ทีดี และบริษัท ซิปเม็กซ์ พีทีอี แอลทีดี โดยยอดรวมของหนี้ทั้งสิ้น  98.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การรวมตัวกันแล้วขายสินทรัพย์จะสามารถนำเงินมาคืนลูกหนี้ได้ 3.35% จึงได้ทำแผนชำระหนี้ดังกล่าวขึ้น ขณะที่การปล่อยให้กิจการล้มละลายไปเลยเจ้าหนี้จะได้เงินคืนแค่ 1.64%

จึงได้มีการจัดทำการลงคะแนนเสียง สิ้นสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา และจะมีการสรุปและจะยื่นคำร้องขอศาลสิงคโปร์เพื่ออนุมัติแผนการจัดการต่อไป ในวันที่ 13 ธันวาคม 2566 และคาดว่าจะนัดพิจารณาคำร้องประมาณวันที่ 27 ธันวาคม 2566

การประกาศหยุดชำระหนี้ชั่วคราวจะสิ้นสุดลง วันที่ 8 มกราคม 2567 ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของแผนชำระหนี้ฉับบใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการ โดยคาดวา่ การชำระหนงวดที่ 1 จะเกิดขึ้นภายในสิ้นเดือนเมษายน  2567

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการโหวตดังกล่าวจะจะส่งผลอย่างไรต่อการพิจารณาของศาลสิงค์โปร์

แผนดังกล่าวทำขึ้นตามกฎหมายบรรษัท Section 210 ของสิงคโปร์ ซึ่งว่าด้วยการกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน สามารถแสวงหาวิธีการบรรเทาหรือผ่อนปรนสั้น ๆ จากความยากลำบากในการจัดการกิจการและความต้องการของเจ้าหนี้ในแต่ละวันได้ ตาม (2) (3) ของบทบัญญัติดังกล่าว แผนการจัดการหรือการประนีประนอมเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันเฉพาะกับบริษัทและเจ้าหนี้หรือสมาชิกเท่านั้น

โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากตามกฎหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับการอนุมัติในที่ประชุมเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้งเสียงข้างมาก 75% ในมูลค่าของเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียง (ไม่ว่าจะลงคะแนนด้วยตนเองหรือโดยการมอบฉันทะ) แม้ว่าแผนดังกล่าวจะได้รับอนุมัติ แต่ศาลจะยังมีอำนาจในการพิจารณาตามความเหมาะสม