“ธปท.” หนุน “Digital Money” รื้อกฎเหล็กเอื้อนวัตกรรมใหม่

การผลักดันให้ไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเปิดรับนวัตกรรมการชำระเงิน-โอนเงินใหม่ ๆ ของผู้บริโภคในเวทีเสวนา “เปิดโลก Digital Money นวัตกรรมเปลี่ยนโลกการเงิน” โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2561ผู้บริหารจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ฉายภาพให้เห็นถึงการตื่นตัว

“ณพงศ์ธวัช โพธิกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน มีผลบังคับใช้แล้วช่วยให้ภาคธุรกิจให้บริการได้สะดวกและตอบรับต่อเทคโนโลยีได้เร็วขึ้น โดย พ.ร.บ.นี้มี 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลังมีหน้าที่ออกใบอนุญาต ส่วน ธปท. จะกำกับดูแล เช่น กำหนดเกณฑ์ ติดตาม และลงโทษ

“เดิมมีกฎหมายเกี่ยวกับการชำระเงินหลายฉบับ อายุเป็น 10 ปี มีผู้ควบคุมดูแลหลายหน่วยงาน สร้างภาระแก่ภาคธุรกิจ ทำให้ต้องขอหลายใบอนุญาต และเวลาทำผิดก็โดนโทษหลายกฎหมาย จึงบูรณาการให้คล่องตัวขึ้น”

พ.ร.บ.ระบบการชำระเงินนี้ ได้แบ่ง 3 กลุ่มควบคุมดูแล ตามลักษณะบริการเพื่อให้ดูแลความเสี่ยงลูกค้าได้ดีขึ้น ได้แก่ 1.บริการการชำระเงินภายใต้กำกับ เช่น บริการโอนเงิน, บริการบัตรเครดิต, เดบิต, บัตรเอทีเอ็ม, บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ และบริการชำระเงิน 2.ระบบการชำระเงิน ที่เป็นตัวกลางที่ผู้ให้บริการอื่น ๆ มาเชื่อม เช่น การโอนเงินข้ามธนาคาร 3.ระบบการชำระเงินที่มีความสำคัญ ที่รองรับการโอนเงินมูลค่าสูง เช่น เงินที่ถูกโอนผ่านระบบ baht net ที่มีการโอนเงินมากกว่าจีดีพีของไทยทั้งปี 58 เท่า ขณะที่จีดีพีไทยมีมูลค่า 12 ล้านล้านบาท


สิ่งที่ต่างจากเดิมคือ เพิ่มระบบการขึ้นทะเบียน จากเดิมต้องขอใบอนุญาตเท่านั้น สำหรับบริการที่มีนวัตกรรมใหม่ที่ให้บริการในวงจำกัดหรือทดสอบบริการ

กรอบการดูแล จะเน้น 5 เรื่องหลัก 1.ระบบความปลอดภัย ต้องมีนโยบายจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยเฉพาะข้อมูลลูกค้า 2.ความมั่นคงทางการเงิน ต้องมีเงินทุนเพียงพอ โดยจะมีกำหนดขั้นต่ำแต่ละประเภท 3.ธรรมาภิบาล โดยผู้บริหารต้องมีโปรไฟล์ที่ดี เพราะมีหน้าที่ดูแลความเสี่ยง 4.การคุ้มครองผู้ใช้บริการต้องมีช่องทางที่ใช้ร้องเรียน บอกเงื่อนไขบริการชัดเจน 5.ส่งเสริมประสิทธิภาพการแข่งขัน

ก้าวต่อไปของการกำกับดูแล

“สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา” ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีการเงิน กล่าวว่า จะเน้นที่ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ทำให้ครอบคลุมประชาชนเพื่อให้เข้าถึงการทำธุรกรรมได้ง่าย 2.พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ 3.โครงสร้างพื้นฐานต้องมั่นคงเข้มแข็ง โดยเฉพาะระบบกลางที่ได้มาตรฐานสากล 4.การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบ เช่น กฎเกณฑ์ต่าง ๆ การยกระดับกฎหมาย เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีมาก ซับซ้อนมากขึ้น และมองความเสี่ยงได้ชัดเจน 5.ใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยในการให้สินเชื่อ ให้ข้อมูลอื่น ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง เพื่อช่วย SMEs หรือคนที่ไม่มีแหล่งเงินทุน รวมทั้งประเมินภาวะเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมามีการนำข้อมูลมาใช้น้อย

“ดิจิทัลเพย์เมนต์ในช่วง 2 ปี เห็นพัฒนาการมากขึ้น ที่ผ่านมาเน้นที่ผู้บริโภคเป็นหลัก ต่อไปจะต้องนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจใหม่มากขึ้น”

ข้อมูล ณ 15 ก.ค. 2561 มียอดการลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ 43.6 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน 28.3 ล้านเลขหมาย ลงทะเบียนด้วยเบอร์โทรศัพท์ 15.2 ล้าน

เลขหมาย ลงทะเบียนในนามนิติบุคคล 5.9 ล้านเลขหมาย และอีวอลเลต 8.5 หมื่นเลขหมาย รวมจำนวนทรานแซ็กชั่น 450 ล้านรายการเฉลี่ยวันละ 2.4 ล้านรายการ รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท

เทคโนโลยีใหม่ไทยใช้ครบ

“บัญชา มนูญกุลชัย” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงินกล่าวว่า ตอนนี้มี 6 เทคโนโลยีสำคัญในวงการการเงิน ซึ่งที่ไทยใช้แล้ว ได้แก่ 1.การชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด (QR code) 2.artificial intelligence และ machine leaning 3.บิ๊กดาต้า 4.บล็อกเชน 5.การยืนยันตัวตนโดยใช้ลักษณะทางชีวภาพ (biometrics) ปัจจุบันมีธนาคารไทยพาณิชย์นำระบบนี้มาใช้ในการเปิดบัญชีโดยไม่ต้องไปที่สาขา ซึ่งตอนนี้อยู่ใน regulatory sandbox และมีธนาคารพาณิชย์กำลังเข้าร่วมทดสอบเพิ่มเติมอีก 1 ราย

“คิวอาร์โค้ดมีร้านค้าใช้กว่า 2 ล้านราย เข้าถึงกลุ่มโรงเรียนซึ่งมองว่าอนาคตจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ซึ่งคิวอาร์โค้ดไม่เพียงสะดวกปลอดภัย แต่ช่วยให้แบงก์เข้าถึงตลาดกลุ่มล่าง, ร้านค้า สามารถให้สินเชื่อโดยใช้ข้อมูลทางเลือก ไม่ใช่เพียงข้อมูลการเงิน”

ตอนนี้จึงเหลือเพียงเทคโนโลยี standard/open APis หรือช่องทางการเชื่อมต่อจากระบบหนึ่งไปสู่ระบบอื่น ๆ โดยในต่างประเทศมีการใช้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาให้บัตรเครดิตเป็นรูปแบบเวอร์ชวลการ์ด ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเหมือนกับซัมซุงเพย์ และมองว่าจากเทคโนโลยีต่าง ๆ จะส่งผลให้ทรานแซ็กชั่นเพิ่มขึ้น จากการใช้ในชีวิตประจำวัน

Previous articleพฤติกรรมผู้บริโภค ปี 2018
Next articleลำปางฝนตกหนัก! บนยอดเขาอุทยานถ้ำผาไท น้ำทะลักเข้าหมู่บ้านแล้ว