นายกฯ จี้ธนารักษ์พิจารณา “ยกเลิก“ สัญญาเช่า “บ.เจซีเค” SEZ นครพนม 1,300 ไร่ เหตุ 4 ปีไม่คืบ

นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม จี้กรมธนารักษ์พิจารณา“ยกเลิกสัญญาเช่า”บริษัท เจซีเค โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม 1,300 ไร่ ชี้กว่า 4 ปีไม่คืบ สูญเสียโอกาสพัฒนาด้าน“หอการค้านครพนม”แนะธนารักษ์ซอยพื้นที่ เปิดเอกชนหลายรายประมูลพัฒนาดีกว่า

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 รายงานข่าวจากจังหวัดนครพนม แจ้งว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การส่งออกและพื้นที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ ด่านศุลกากรจังหวัดนครพนม สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายธีรัชย์ อัตนวานิชย์ อธิบดีกรมศุลกากร นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เข้าร่วมด้วย

นายกฯ ได้ติดตามประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของด่านศุลกากรฯ และการพัฒนาพื้นที่ ได้แก่ สถานการณ์การนำเข้า – ส่งออกสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ,โครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม (SEZ) บนที่ราชพัสดุ ,ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม และโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมจากสนามบิน-มิตรภาพ 3 (นครพนม-คำม่วน)

รวมทั้งรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น 1)ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ,2) การค้าปลอดการใช้กระดาษ (Paperless Trade) ,3)ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross-Border Transport Agreement :CBTA) และ 4)ท่าเรือหวุงอ๋าง

นายกรัฐมนตรี สอบถามถึงสถานการณ์การนำเข้า – ส่งออกสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกด้วยความสนใจ รวมทั้งได้ขอให้หาแนวทางแก้ปัญหาเรื่องกรณีตู้เปล่าที่กลับมา ให้มีการนำสินค้าใส่ตู้กลับมาด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการที่จะนำสินค้าใส่ตู้กลับมาโดยจะประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการ

นายเศรษฐา กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด่าน เขตเศรษฐกิจพิเศษ นั้น เรื่องงบประมาณไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งสำคัญพัฒนาแล้วต้องเกิด Business Volume หรือปริมาณการค้าขายที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันการที่จะพัฒนาไปได้ก็ต้องทำให้เกิดการแข่งขันกันในระหว่างพื้นที่่และจังหวัดต่าง ๆ ด้วย ทั้งหนองคาย มุกดาหาร เป็นต้น ควบคู่การลงทุน ส่วนโครงการหรือสัญญาใดที่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และทำให้จังหวัดสูญเสียโอกาสในการพัฒนาไปควรมีการพิจารณายกเลิก

นายกฯ กล่าวถึงเรื่องการลงทุนรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ ศูนย์ขนถ่ายสินค้าต่าง ๆ ที่จะมีการลงทุนนั้น เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นต้องทำ แต่ถ้าการทำเรื่องของ Single Window หรือ One Stop Service ยังไม่เกิดขึ้น การที่จะทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ด่านประหยัดเวลาก็จะทำให้สูญเสียไปและประโยชน์ไม่มี โดยยืนยันว่าหลังจากลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีการพูดคุยร่วมกันกับกระทรวงคมนาคม สส.ในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรื่องค่าเช่าของกรมธนารักษ์ด้วย

“ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาอย่างสูงสุด รวมถึงเรื่องการขับเคลื่อน One Stop Service ให้เกิดขึ้นจริง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับเรื่องสันติภาพก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และเป็นกลไกสำคัญในการที่ประเทศชาติจะพัฒนาและเดินต่อไปข้างหน้าได้”

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงคมนาคม และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ที่ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่จังหวัดนครพนม รวมทั้งการที่ประชาชนทุกคนทำให้พื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่สันติภาพและสงบสุขทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทำให้เกิดการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งทางพื้นฐานและด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการนำอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มาเป็นโอกาสในการพัฒนาจังหวัดนครพนมจากเมืองรองชั้นนำให้เป็นเมืองหลักให้ได้

หอการค้าแนะซอยพื้นที่ประมูล

นายธนพัต ทีฆธนานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันนี้ (17ก.พ.67) กรมธนารักษ์ได้รายงานความคืบหน้าโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนมว่า ที่ผ่านมาบริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งได้ลงนามสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 บนที่ราชพัสดุ เนื้อที่ประมาณ 1,335 ไร่ เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พาณิชยกรรม ศูนย์กระ
จายสินค้า SMEs OTOP และอุตสาหกรรมทั่วไป และกำลังจะครบสัญญาเช่าในเดือนกรกฎาคม 2567 แต่ที่ผ่านมาไม่มีความก้าวหน้ามากนัก

ดังนั้น นายเศรษฐามีความเห็นว่า หากเอกชนรายดังกล่าวทำโครงการต่อไปไม่ไหว ก็ควรจะพิจารณาให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาดำเนินการ และคงต้องนำโครงการดังกล่าวกลับมาพิจารณากันอีกครั้ง

“ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า ที่ดิน 1,300 กว่าไร่ ถือเป็นที่ดินผืนใหญ่ หากกรมธนารักษ์นำมาแบ่งซอยให้เล็กลง และเปิดประมูลให้ผู้ประกอบหลายรายเข้าไปลงทุนจะเป็นการดีกว่า นอกจากนี้ ต้องปรับในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนให้จูงใจมากขึ้น” นายธนพัตกล่าว