เซเว่นฯ ประกาศผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1 กำไรพุ่ง 19% ชี้ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นทุกหน่วยธุรกิจ กวาดรายได้ 2 แสนล้าน พร้อมทุ่มงบฯ 1.2 หมื่นล้าน ปูพรมเปิดสาขาใหม่ 700 สาขา
วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัท และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 222,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 11.2 โดยมีสาเหตุมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ รวมถึงธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์มีการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการดีขึ้นเช่นกัน ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยว
โดยในไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,123 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการของทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจแม็คโครที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21.7 จากร้อยละ 21.5 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งบริษัทมีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 43,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายกลุ่มต้นทุนในการจัดจำหน่ายมีจำนวน 36,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4
ขณะที่กลุ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 6,880 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเภทค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ ประกอบด้วย ค่าสาธารณูปโภคสืบเนื่องมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของค่าไฟต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน และค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้ และการขยายสาขา
ขยายสาขา “ร้านสะดวกซื้อ” เพิ่มต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่ 209 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัทมีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 14,047 สาขา
โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 94,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 78,735 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้นเท่ากับร้อยละ 8.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 84 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 941 คน
สำหรับสัดส่วนของรายได้จากการขาย ร้อยละ 74.5 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 25.5 มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค รวมทั้งมีการออกสินค้าใหม่ควบคู่กับโปรโมชั่นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
ซึ่งสามารถดึงดูดลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นร้านอิ่มสะดวกเต็มรูปแบบสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มในไตรมาส 1 ปี 2566 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 26,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 4,259 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.2 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับร้อยละ 27.9 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2565 ที่อัตราส่วนร้อยละ 27.1
สาเหตุหลักมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า โดยยังคงเน้นเรื่องการปรับตัวให้ทันตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ให้ความสำคัญต่อการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้า เพื่อให้สามารถดึงดูดลูกค้า และสามารถสร้างยอดขายและกำไรส่วนเพิ่มต่อธุรกิจภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับราคาสินค้าตามอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 5,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 515 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา อาทิ การให้เช่าพื้นที่ บริการ และอื่น ๆ ในขณะที่มีการบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 620 ล้านบาท อยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนหน้า
ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในไตรมาส 1 ปี 2566 มีจำนวน 27,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,670 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.5 สาเหตุหลักมาจากเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน รวมถึงค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นจากการประกาศปรับขึ้นค่าไฟต่อหน่วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายบางประเภท บริษัทยังคงขยายสาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า
ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,758 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
แนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ปี’66
บริษัทมีแผนจะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขาต่อเนื่องไปตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยว และทำเลที่มีศักยภาพอื่น ๆ
โดยบริษัทวางแผนจะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2566 และมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านสาขาในประเทศกัมพูชาให้ครบ 100 สาขา รวมถึงเปิดสาขาแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปี 2566 คาดว่าจะใช้งบฯลงทุนประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท