“โอคูระ” เผยเลนส์โปรเกรสซีฟ ครองมาร์เก็ตแชร์แว่นสายตาค้าปลีก 25% คาดปี 2566 มีแนวโน้มโต พร้อมขนทัพแบรนด์เลนส์โปรเกรสซีฟชั้นนำมากกว่า 5 แบรนด์ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้น
วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 นายธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ผู้บริหารร้านแว่นตาโอคูระ (OCCURA) กล่าวว่า ปัจจุบันเลนส์โปรเกรสซีฟมุ่งตอบโจทย์การใช้งานกลุ่มผู้บริโภคอายุ 40 ขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน ที่แต่ละวันเน้นใช้สายตาในการทำงานเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มช่วงอายุที่ฟังก์ชั่นการโฟกัสภาพของดวงตาเริ่มเสื่อมถอย หรือที่เรียกว่า “การเพ่ง” (Accommodation) เริ่มลดประสิทธิภาพลงเมื่ออายุมากขึ้น ไม่สามารถโฟกัสภาพในระยะใกล้ได้ บวกกับความเสื่อมจากการใช้สายตาอย่างหนัก
โดยเฉพาะจากพฤติกรรมกระตุ้น เช่น การจดจ่อบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานในแต่ละวัน นำไปสู่ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia)

ทั้งนี้ ด้วยจุดเด่นของเลนส์โปรเกรสซีฟที่สามารถให้ความคมชัดทุกระยะ ทั้งระยะไกล กลาง และใกล้ ตอบโจทย์ผู้บริโภควัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาทางสายตาในหลายระยะ กระตุ้นความต้องการตลาดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เลนส์โปรเกรสซีฟขยับขึ้นแท่นครองส่วนแบ่งตลาดแว่นสายตาค้าปลีกถึง 25% ในปี 2565
พร้อมกันนี้ ด้วยไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงใช้สายตาจดจ้องไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดจะกระตุ้นความต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟในตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีนี้
ทั้งนี้ ความต้องการในตลาดที่พุ่งสูงขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย มาพร้อมกับอุปสรรคการสวมใส่เลนส์โปรเกรสซีฟที่หลากหลายขึ้นเช่นเดียวกัน OCCURA พบ 3 ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคเผชิญในการสวมใส่ก่อนที่จะเข้ามาได้รับการดูแลจากนักทัศนมาตรและช่างผู้เชี่ยวชาญในการฟิตติ้งแว่นตาของทางร้าน OCCURA คือ
1.ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งาน โดยเฉพาะระยะเริ่มต้นใช้งานช่วงอายุ 39-45 ปี ที่เพิ่งเริ่มมีอาการสายตายาวตามวัย และไม่ทราบถึงปัญหาทางสายตาของตนเอง รวมถึงไม่มีประสบการณ์การเข้ารับคำปรึกษาจากนักทัศนมาตรในการเลือกเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตอบโจทย์ปัญหาและเหมาะสมในการใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึง 40%
2.มีความวิตกกังวลในการปรับตัวเมื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีจำนวน 40% เท่า ๆ กับกลุ่มแรก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เคยสวมใส่เลนส์โปรเกรสซีฟ และไม่ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในการเลือกประเภทเลนส์ที่เหมาะสมกับค่าสายตา หรือเลือกประเภทเลนส์ตามคนในครอบครัวหรือเพื่อน ส่งผลให้เมื่อตัดเลนส์โปรเกรสซีฟไปแล้วไม่สามารถใช้งานได้อย่างสบายตาตามที่คาดหวัง
3.เผชิญปัญหาระยะของเลนส์ไม่สอดรับกับปัญหาสายตาหรือสรีระใบหน้า ที่เกิดจากความผิดพลาดในการวิเคราะห์คำนวณการฟิตติ้งกรอบและเลนส์ ส่งผลให้เกิดความไม่สบายตาในการมองเห็นเท่าที่ควร ซึ่งพบผู้บริโภคกลุ่มนี้ประมาณ 20%
![]()
ปัจจุบัน เลนส์โปรเกรสซีฟ โดดเด่นด้วยวัสดุพื้นผิวเลนส์ที่ถูกออกแบบให้มีการเปลี่ยนแปลงความโค้งในเลนส์ชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ พร้อมการออกแบบโครงสร้างที่แบ่งออกได้ 2 ประเภทหลัก คือ ‘Hard Design’ และ ‘Soft Design’ มีจุดเด่นที่เหมาะสมต่อการใช้งานที่ต่างกัน
โดยโครงสร้าง Hard Design ให้รายละเอียดการมองภาพระยะไกลและใกล้คมชัดเฉพาะในจุดที่โฟกัส เพราะจะมีการเกลี่ย Unwanted cylinder เข้าไปรวมกันบริเวณด้านข้าง ส่งผลให้ภาพด้านข้างมัว และอาจบิดเบือนจากปกติ เพราะฉะนั้นเวลาสวมใส่ หากเหลือบมองด้านข้างเร็ว ๆ อาจเกิดอาการเห็นภาพวูบวาบ จึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว
สำหรับเลนส์แบบ Soft Design สัมผัสได้ถึงความนุ่มสบายตาขณะสวมใส่ ให้ความคมชัดของภาพโดยรวมแบบไม่โฟกัสอยู่แค่จุดใดจุดหนึ่ง การมองภาพจึงวูบวาบน้อยกว่า และอาจใช้เวลาในการปรับตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งต้องแลกกับการมองไกล-ใกล้ที่มีความคมชัดลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเลนส์โปรเกรสซีฟหลายแบรนด์มุ่งเดินหน้าพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการดึงคุณสมบัติ Hard และ Soft design มาทำงานร่วมกันเพื่อประสบการณ์ในการใช้เลนส์ที่ดีกว่าเดิม
ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับความต้องการผู้บริโภคที่แตกต่าง OCCURA ขนทัพแบรนด์เลนส์โปรเกรสซีฟชั้นนำยอดนิยมมากกว่า 5 แบรนด์ เช่น เลนส์ในรูปแบบ Modern Soft design โดยแบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่น อาทิ Nikon และ Hoya เลนส์ในรูปแบบ Modern Hard Design จากเยอรมนี อาทิ แบรนด์ Rodenstock และ Zeiss
นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ Balance Design จากฝรั่งเศส อาทิ แบรนด์ Essilor และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ อีกมากมายให้นักทัศนมาตร และผู้ที่ต้องการได้รับการดูแลสายตาพิจารณาเลือกตามปัญหาสายตาของแต่ละบุคคล ภายใต้แนวคิด “แว่นตาและเลนส์เป็นสิ่งที่ออกแบบเฉพาะบุคคล “One size ไม่สามารถ fit all” ที่ OCCURA ยึดเป็นหลักในการให้บริการมาโดยตลอด” นายธนัฐณ์กล่าว