‘เฮียยู’ แฉอีกส่วยรถบรรทุกจีน วิ่งลึกทะลวง ‘ชุมพร’ เตือนรัฐบาลแก้ CBTA ก่อนทุเรียนไทยพ่ายเวียดนาม
สัมภาษณ์
ปรากฏการณ์รถบรรทุกสัญชาติจีนวิ่งลึกลงสู่ภาคใต้ เพื่อรับซื้อและขนส่งทุเรียนจากหน้าสวนในจังหวัดชุมพรอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงปัญหาระดับโครงสร้าง ทั้งในมิติการแข่งขันของตลาดผลไม้ส่งออก ช่องโหว่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนกระบวนการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมองอีกครั้งกับ นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการโลจิสติกส์ เพื่อฉายภาพสะท้อนวิกฤตหน้างานจริง ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ถูกมองข้าม และทางรอดเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนก่อนสายเกินแก้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นข่าวดังครั้งแรกในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (ข่าวก่อนหน้านี้ : https://www.prachachat.net/economic/news-2042081 )
แมวไล่จับหนูไม่จบสิ้น: 2 ปัจจัยบีบรถจีนทะลวงถึงชุมพร
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ เริ่มต้นฉายภาพกรณีการจับกุมรถบรรทุกจีนรายวันว่า ปัจจุบันการไล่จับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุที่ไม่ต่างจาก “เกมแมวไล่จับหนู” ที่ไม่มีวันจบสิ้น ขณะที่แก่นแท้ของปัญหาเกิดจากแรงกดดันทางการค้าและโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ค้าทุเรียนจีนจำเป็นต้องผลักดันรถบรรทุกเข้ามาขนส่งสินค้าถึงหน้าสวน ประกอบด้วย 2 ประการสำคัญ
- การแข่งขันล้นทะลักจากเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน: ปัจจุบันทุเรียนจากเวียดนามรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดจีนอย่างหนัก จากเดิมที่ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงผู้เดียวและกำหนดราคาได้ ทำให้ราคาทุเรียนไทยในปีนี้ปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ค้าทุเรียนไทยและจีนจึงต้องดิ้นรนลดต้นทุนด้วยการขนส่งสินค้าให้เต็มคันทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ รวมถึงการวิ่งตรงจากต้นทางเพื่อไม่ให้เสียโอกาส
- วิกฤตต้นทุนพลังงานพุ่งสูง: ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก กลายเป็นภาระบีบบังคับให้การบริหารจัดการโลจิสติกส์ต้องวิ่งแบบ “มีสินค้าเต็มทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ” เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด
ปล่อยวิ่งข้าม 20 จังหวัด: ปม ‘เคลียร์เหมาเส้นทาง-ส่วยอีคอมเมิร์ซ’
ต่อประเด็นคำถามที่ว่า การที่รถบรรทุกจีนสามารถวิ่งทะลุผ่านด่านตรวจและด่านชั่งน้ำหนักข้ามมาได้เกือบ 20 จังหวัดจนถึงจังหวัดชุมพร เป็นเรื่องของความหละหลวมหรือมีช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ นายยูระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการทุจริตเชิงระบบที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
“มันเคลียร์กันหมดแหละ มันเคลียร์กันจนถึงด่านสุดท้าย เวลาที่พวกนี้เคลียร์ เขาเคลียร์แบบเหมาเส้นทางเลย แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปแชร์กันเอง สินค้าที่มาจากเมืองจีน โดยเฉพาะสินค้าอีคอมเมิร์ซ มันเคลียร์ตั้งแต่ต้นทางเลย เหมาเป็นตู้ ตู้ละเท่าไหร่ พอเหมาเสร็จก็มีคนคุ้มครองส่งมาถึงโกดังปลายทาง”
นายยูเปิดเผยเพิ่มเติมว่า โกดังปลายทางจำนวนมากเป็นโกดังที่กลุ่มทุนจีนเข้าไปเช่ากับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือผู้มีอิทธิพล ซึ่งมีเส้นสายและผลประโยชน์ทับซ้อน ร่วมกันคุ้มครองสินค้าเถื่อนและสินค้าไร้คุณภาพให้สามารถกระจายเข้าสู่ตลาดเมืองไทยได้
“ถ้าไม่อย่างนั้นของเถื่อน ของไร้คุณภาพมากมายมันจะเข้ามาได้อย่างไร ก็ผ่านพวกเจ้าหน้าที่เราทั้งนั้นแหละ ไอ้พวกจีนเทาๆ ก็เพราะเจ้าหน้าที่เราเทาทั้งนั้น ไทยนี่แหละเทาตัวดี”
ปลดล็อก CBTA – ตั้งด่านตรวจ NSW ตลาดไท ตัดวงจรผิดกฎหมาย
เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบวิ่งรถผิดกฎหมายโดยไม่ต้องเสียเวลานั่งไล่จับ นายยูเสนอแนวทางจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกรอบความร่วมมือระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และกรอบความร่วมมือการขนส่งสินค้าผ่านแดน (Cross-Border Transport Agreement – CBTA) ที่มีการตกลงกันมานับสิบปีแต่ไม่เคยนำมาใช้อย่างจริงจัง
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อตัดวงจรการตีรถเปล่าลงใต้ ได้แก่
- จัดตั้งจุดรวบรวมสินค้า (ล้ง) ที่ตลาดไท: เมื่อรถบรรทุกจีนนำสินค้าผักและผลไม้จากจีนเข้ามาส่งที่ตลาดไทแล้ว ให้สามารถรับสินค้าทุเรียนหรือผลไม้ไทยจากตลาดไทกลับประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องตีรถเปล่าเข้าไปถึงพื้นที่ชุมพร ซึ่งจะทำให้กระบวนการขนส่งถูกต้องตามกฎหมาย
- เจรจาตั้งด่านตรวจโรคพืชศุลกากรจีน ณ ตลาดไท (NSW / CCA): รัฐบาลไทยต้องเปิดการเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อให้ศุลกากรจีนมาตั้งด่านตรวจโรคพืชและสารตกค้าง ณ ตลาดไท ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ผ่านระบบ National Single Window (NSW) หรือ Customs Clearance Area (CCA) เมื่อตรวจเสร็จสิ้น สามารถวิ่งตรงเข้าสู่ประเทศจีนได้ทันทีโดยไม่ต้องไปจอดรอตรวจ ณ ด่านชายแดนจีน
“การทำแบบนี้จะทำให้เราไม่เสียเวลาไปรอด่าน เพราะบางครั้งเสียเวลาเป็นวันถ้ารถเยอะ ในอนาคตทั้งลาวและประเทศเพื่อนบ้านอีก 3-4 ประเทศ จะเข้าไปแออัดในศุลกากรของจีน ทำให้การตรวจโรคพืชหรือสารตกค้างยิ่งต้องใช้เวลานานกว่าเดิมอย่างมาก”

เสนอทางรอดระยะยาว: ยกตู้เปลี่ยนถ่าย ณ เชียงของ-นครพนม และเบนเข็มสู่ ‘รถไฟเด่นชัย’
ในมิติของการปรับตัวทางโลจิสติกส์ นายยูย้ำว่าผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวตามธรรมชาติของการค้า โดยในระยะสั้น สามารถใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้า (Drop & Hook) ณ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย และ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าจังหวัดนครพนม ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว
สำหรับระยะยาว โครงสร้างการขนส่งทุเรียนและผลไม้ไทยจะต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ การขนส่งทางระบบราง ผ่านเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย-เชียงของ ซึ่งจะเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำสินค้ามาลงที่สถานีเชียงของก่อนทำการเปลี่ยนถ่ายขึ้นขบวนรถไฟข้ามแดนต่อไป
จี้บูรณาการ 3 กระทรวง ขีดเส้น 2 ปีหากช้าไทยเสียตลาดให้เวียดนาม
นายยูเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การแก้ไขวิกฤตโลจิสติกส์และการส่งออกผลไม้ ไม่สามารถดำเนินงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังของ 3 กระทรวงหลัก เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ภาพรวมร่วมกันอย่างเร่งด่วน:
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางมาตรการและเจรจาโควตาการตรวจโรคพืชและสารตกค้างจากต้นทางในไทยให้จบสิ้น ไม่ต้องไปเผชิญภาวะคอขวดบริเวณด่านชายแดน
- กระทรวงพาณิชย์ เร่งรัดวางยุทธศาสตร์การตลาดและการจัดจำหน่ายผลไม้ไทยเชิงรุกในมณฑลต่างๆ ของประเทศจีน
- กระทรวงคมนาคม บริหารจัดการระบบขนส่ง การเชื่อมโยงโครงข่าย และกำกับดูแลกรอบการขนส่งข้ามพรมแดนให้เป็นไปตามกฎหมาย
“ถ้าไม่รีบดำเนินการ ปัญหานี้จะบานปลายและไม่จบ สุดท้ายเวียดนามจะแซงเราไปเรื่อยๆ และแย่งตลาดเราไป เพราะตอนนี้สินค้าไทยราคาสูง คนขายได้รับผลกระทบ ปัจจัยค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่ายาของเวียดนามถูกกว่าเรา แรงงานเขาก็อึดกว่า ทนกว่า หากเราไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ภายใน 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียตลาดทุเรียนในจีนไปอย่างถาวร” นายยูกล่าว