ศุลกากร ตรวจยึดงาช้างข้ามชาติ ซุกในไม้แปรรูป มูลค่ากว่า 155 ล้านบาท
กรมศุลกากร ทลายขบวนการลักลอบค้างาช้างข้ามชาติจากแซมเบีย ตรวจยึดกว่า 3.1 ตัน ซุกซ่อนในไม้แปรรูป รวมมูลค่าสูงกว่า 155 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าและส่งออกที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบขนส่งสัตว์ป่า พันธุ์พืช และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้า ส่งออกและการเคลื่อนย้ายสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องสังคมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เพื่อป้องกันมิให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ จากการบูรณาการข้อมูลการข่าวและปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้อายัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีเหตุต้องสงสัย ซึ่งนำเข้าจากประเทศแซมเบีย จำนวน 2 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง สำแดงสินค้าเป็นไม้มูลสิวิแปรรูป จำนวน 568 แผ่น ปริมาตร 48 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักสุทธิรวม 56,000 กิโลกรัม โดยผลจากการตรวจสอบ
พบไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่น ถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างภายใน และใช้ไขสีขาวเทปิดทับเพื่ออำพรางงาช้างและซากสัตว์ป่าที่ซุกซ่อนอยู่ จึงประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อตรวจสอบร่วมกันและจัดเก็บพยานหลักฐานอย่างละเอียด

สำหรับของกลางประกอบด้วย งาช้างกิ่งและงาช้างท่อน จำนวน 469 กิ่ง/ท่อน น้ำหนัก 3,042.67 กิโลกรัม เศษงาช้าง จำนวน 1,038 ชิ้น น้ำหนัก 66.20 กิโลกรัม รวมน้ำหนักงาช้างทั้งสิ้น 3,108.87 กิโลกรัม หรือกว่า 3.1 ตัน ขนหางช้าง จำนวน 335 เส้น น้ำหนัก 0.18 กิโลกรัม และ ซากสัตว์ป่า จำนวน 1 ซาก รวมมูลค่าของกลางประมาณ 155 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าว ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎกระทรวงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ภายหลังการตรวจยึดดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีและการสืบสวนขยายผลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ได้ประสานให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และสืบสวนขยายผลไปยังผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ความสำเร็จในการตรวจยึดครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือและการประสานข้อมูลการข่าวระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ Wildlife Justice Commission (WJC) ที่สนับสนุนข้อมูลการข่าวอันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจจนสามารถตรวจยึดของกลางดังกล่าวได้
“อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนขยายผล และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสินค้าที่มีความเสี่ยง เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้การค้าระหว่างประเทศเป็นภัยคุกคามหรือทำให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก ยึดมั่นในเจตจำนงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ CITES ต่อไป”
