เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย ?
จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 3 พฤศจิกายน 2569 ชี้ทิศทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เปิด 5 ประเด็นที่ไทยต้องติดตาม ตั้งแต่การส่งออก ค่าเงินบาท การลงทุน ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของรัฐสภาสหรัฐ หรือสภาคองเกรส (Congress) ในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านนโยบายการค้า ภาษีนำเข้า การลงทุนระหว่างประเทศ และความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก
โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐยังคงดำเนินนโยบายภาษีนำเข้าที่ส่งผลต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่ง รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีสหรัฐเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญ
ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (United States Trade Representative : USTR) ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมูลค่า 91,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สหรัฐส่งออกสินค้าไปไทยมูลค่า 19,600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทย 71,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 59.1% เมื่อเทียบกับปี 2567
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะกำหนดองค์ประกอบของสภาคองเกรสในช่วงสองปีที่เหลือของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เลือกอะไรบ้าง ?
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐจัดขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงกึ่งกลางวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จะมีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมด 100 ที่นั่ง รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐและตำแหน่งระดับท้องถิ่นในหลายพื้นที่
ผลการเลือกตั้งจะกำหนดว่าพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใดในสภาคองเกรส ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งได้ อำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการค้าและการใช้อำนาจกำหนดภาษีนำเข้า
1. ภาษีสินค้าไทยจะเปลี่ยนหรือไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวประกาศกรอบข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยระบุอัตราภาษีตอบโต้ที่ 19% สำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข พร้อมแนวทางยกเว้นภาษีบางรายการ
ขณะที่รายงานของ USTR ในปี 2569 ระบุว่า การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อไป
Reuters รายงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า หากพรรคเดโมแครตได้รับเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาจทำให้เกิดการตรวจสอบนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์มากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการยกเลิกมาตรการภาษีที่บังคับใช้อยู่
สำหรับผู้ส่งออกไทย ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้ง แต่รวมถึงว่าสภาคองเกรสชุดใหม่จะมีท่าทีอย่างไรต่อมาตรการภาษี การเจรจาการค้า และการกำหนดเงื่อนไขนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้นำเข้าสหรัฐ และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
2. ค่าเงินบาท หุ้นไทย และราคาทองคำ อาจได้รับผลกระทบ
นอกจากภาคการค้าแล้ว การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกติดตาม เนื่องจากองค์ประกอบของสภาคองเกรสอาจมีผลต่อการออกกฎหมายด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และนโยบายการคลังของสหรัฐ
Reuters รายงานว่า การเจรจาด้านงบประมาณและเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐในปี 2570 เป็นหนึ่งในประเด็นที่ตลาดการเงินต้องติดตาม ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด
หากความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจทำให้ตลาดการเงินเกิดความผันผวน โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ และสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์อาจส่งผลต่อเงินบาท ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า
หากเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์อาจได้รับประโยชน์เมื่อแปลงรายได้กลับเป็นเงินบาท ขณะที่ผู้นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศอาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้น
ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่า อาจช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าบางประเภท แต่ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดลงได้
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่นเชื่อมอยู่ อย่างนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภาวะเศรษฐกิจโลก และกระแสเงินทุนระหว่างประเทศด้วย
3. โรงงานไทยจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตหรือไม่ ?
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามคือทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ
ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการค้าของสหรัฐมีบทบาทต่อการตัดสินใจของบริษัทต่างชาติ ทั้งการเลือกประเทศสำหรับตั้งโรงงาน การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งออกสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐ
หากรัฐบาลสหรัฐยังคงใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ บริษัทข้ามชาติอาจต้องประเมินต้นทุนและความคุ้มค่าของฐานการผลิตในแต่ละประเทศใหม่
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง
ในด้านหนึ่ง ไทยอาจได้รับความสนใจจากบริษัทที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
แต่อีกด้านหนึ่ง หากมาตรการของสหรัฐสนับสนุนให้บริษัทกลับไปตั้งโรงงานภายในประเทศมากขึ้น ก็อาจกระทบการตัดสินใจลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจึงขึ้นอยู่กับรายละเอียดของมาตรการภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และต้นทุนการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรม
4. อุตสาหกรรม AI และอิเล็กทรอนิกส์ไทยต้องจับตา
นโยบายเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อาจได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของสภาคองเกรสชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐ
Economist Intelligence Unit (EIU) ระบุว่า การเลือกตั้งกลางเทอมอาจมีผลต่อทิศทางการกำกับดูแลเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อจำกัดด้านการส่งออกเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของภาคการผลิตเพื่อส่งออก การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของสหรัฐอาจส่งผลต่อการจัดหาชิ้นส่วน การลงทุน และความสัมพันธ์กับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ
โดยเฉพาะผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทสหรัฐและจีน ซึ่งอาจต้องปรับกระบวนการผลิตหรือการจัดหาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
5. คนไทยทั่วไปได้อะไรจากการติดตามเลือกตั้งครั้งนี้ ?
แม้การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ แต่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับไทยทำให้ผลกระทบอาจขยายมาถึงประชาชนไทยในหลายด้าน
สำหรับผู้ประกอบการส่งออก การติดตามนโยบายภาษีและข้อตกลงการค้าช่วยให้สามารถประเมินต้นทุนและวางแผนการขายสินค้าได้
สำหรับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติอาจส่งผลต่อความต้องการแรงงานในระยะต่อไป
สำหรับผู้บริโภค ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอาจมีผลต่อต้นทุนสินค้านำเข้า รวมถึงสินค้าที่ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
ส่วนนักลงทุนไทยต้องติดตามทั้งทิศทางนโยบายการคลังสหรัฐ อัตราดอกเบี้ย และการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในตลาดโลก