Skip to content

เพื่อไทย ถกเดือดปมเก้าอี้ประธานสภา ส.ส. ขู่ ไม่โหวตให้ก้าวไกล

21 มิ.ย. 2566 | 12:19น.
เพื่อไทย ถกเดือดปมเก้าอี้ประธานสภา ส.ส. ขู่ ไม่โหวตให้ก้าวไกล

พรรคเพื่อไทย จัดประชุม ส.ส. ถกเดือดปมเก้าอี้ประธานสภา “อดิศร” ลั่น ไม่ยอมให้สามเณร พระบวชใหม่ไปเป็นเจ้าอาวาส ขณะที่บางส่วนของดโหวต ถ้าเป็นของก้าวไกล

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 ที่โรงแรม SC Park พรรคเพื่อไทย จัดประชุมโครงการเสริมศักยภาพสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และบุคลากรทางการเมือง โดยมี ส.ส.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. 141 คน ร่วมงาน โดยในจำนวนนี้มี ส.ส.ใหม่ 56 คน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในนามของพรรคต้องขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ไว้ใจให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและเลือก ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ขอบคุณและให้กำลังใจ ส.ส.ทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักจนได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ของ ส.ส.อย่างยิ่ง เราเห็นตรงกันว่า การเป็นผู้แทนราษฎรมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อให้มีการตอบสนองการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการเป็น ส.ส. ในครั้งนี้ ทั้งในมิติของการเป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร การทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะเกี่ยวพันทั้งการตรากฎหมาย การตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ไปจนถึงการทำหน้าที่สำคัญในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

“ดังนั้น หน้าที่ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจึงเชื่อมโยงกับการดูแลพี่น้องประชาชนในหลายมิติ พรรคเพื่อไทยยึดมั่นการทำงานกับพี่น้องประชาชนมาตลอด ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีการเตรียมความพร้อม เสริมศักยภาพให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อให้เป็นที่พึ่งที่หวังในการทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่”

“พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะให้ ส.ส.ของพรรคทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในทุกด้านตามวิถีของประชาธิปไตย และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้พรรคเพื่อไทยดำรงความเป็นสถาบันการเมือง และเสริมสร้างประชาธิปไตยให้ยิ่งใหญ่” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าว

จากนั้นพรรคเพื่อไทยได้เปิดเวที “เพื่อไทยเปิดใจเพื่ออนาคตไทย” รับฟังความคิดเห็นของ ส.ส.ในประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความหวังและจุดมุ่งหมายในการเป็น ส.ส. รวมไปถึงความเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวนำเปิดเวทีพร้อมชี้แจงความคืบหน้าในการเจรจาร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมทั้ง 8 พรรค รวมทั้งการเจรจากับพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตอนหนึ่งว่า

ช่วงที่ผ่านมาตนเป็นตัวแทนพรรคไปเจรจาจัดตั้ง โดยร่วมกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช โดยเป็นการคุยกันอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ครั้งแรกพบที่ร้านอาหารอิตาเลียน ซึ่งเป็นการพบปะกันกับ 7 พรรคร่วม ครั้งที่สอง คุยกันระหว่าง 2 พรรค คือพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย

โดยเราสรุปว่าการจะแบ่ง จัดสรรรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ ควรจะเป็นของสองพรรคหลัก ที่จะได้พรรคละ 14 ที่นั่งเท่ากัน เนื่องจาก ส.ส.เขตเท่ากันคือ 112 เสียง ต่างกันแค่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ต่างกันไม่มาก ดังนั้น เพื่อความเหมาะสม พรรคก้าวไกลในฐานะที่ได้เสียงอันดับหนึ่งก็ควรได้ 14 รัฐมนตรี

บวก 1 เก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหาร ส่วนพรรคเพื่อไทย 14 รัฐมนตรี บวกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้กองเชียรก็รู้สึกสบายใจ ซึ่งพรรคก้าวไกลเขาขอกลับไปพิจารณา โดยเขาบอกว่าเร็วที่สุด 2-3 วัน พูดคุยรายละเอียดเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นไม่มีอะไร เขาต้องประสานติดต่อมา ขณะนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังไม่มีการเจรจาต่อจากนั้นเลย เริ่มต้นที่วันไหนก็ยังอยู่อย่างนั้น ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง

จากนั้นนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกว่า เรื่องประธานสภาผมไม่เห็นด้วยที่เรามี 141 เสียง เขามี 151 เสียง แต่เราไปยอมเขาทุกเรื่อง พรรคก้าวไกลเขาควรได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่จะหาวเอาเดือนเอาดาว เอาประธานสภาไปด้วย ผมว่ามันจะง่ายเกินไปหน่อย ไม่เห็นเพื่อนฝูงอยู่ในสายตา

“ผมตรงไปตรงมา ผมสู้ให้พรรคเพื่อไทยยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ลูกน้องของพรรคการเมืองใด ผมเห็นใจในการเจรจา ไม่ทราบว่าเจรจาอย่างไร ถ้าเขาได้นายกรัฐมนตรี เราได้ประธานสภามันจะสง่างาม และเขาเรียกว่าเช็กแอนด์บาลานซ์จะได้ถ่วงดุลการทำงานด้วยกัน ถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถให้ประธานสภากับพรรคก้าวไกลได้ เมื่อเกิดความขัดแย้งก็โหวตกันในสภา

นายอดิศร เพียงเกษ

“ผมคนหนึ่งไม่รู้จะงดออกเสียงหรือไม่ เพราะไม่สามารถยกมือให้พระบวชใหม่ได้ ไม่อยากให้พระบวชใหม่ หรือสามเณรมาเป็นเจ้าอาวาส พรรคเพื่อไทยไม่ใช่สาขาของพรรคก้าวไกล เราเหนื่อยยาก เพราะต้องสู้กับพรรคก้าวไกล ฉะนั้น การทำงานในทางการเมืองอย่าอ่อน แข็ง ต้องแข็ง พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์มา 22 ปี เราต้องสรุปบทเรียน และพรรคเพื่อไทยจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าทุกพรรคในประเทศนี้”

“ถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้ก็เหมือนหินอยู่ในรองเท้า ผมไม่สามารถยกมือให้สามเณรกับพระบวชใหม่ พรรคเพื่อไทยไม่ใช่สาขาของพรรคก้าวไกล”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดุเดือดถึงเหตุผลที่เก้าอี้ประธานสภาควรจะเป็นของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีคนที่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสม ความอาวุโสมากกว่าคนของพรรคก้าวไกล เพราะการประชุมรัฐสภา ไม่ได้มีแค่ ส.ส.เท่านั้น แต่รวมถึง ส.ว.ด้วย ขณะที่มี ส.ส.เพื่อไทยบางรายเห็นว่า หากตำแหน่งประธานสภาเป็นของพรรคเพื่อไทย อาจจะสงวนสิทธิไม่ยกมือโหวตให้