เอกนัฏ รวมไทยสร้างชาติ คุ้มค่าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ต้านนิรโทษกรรม ม.112

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

เขาชื่อ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นักการเมืองวัย 37 ปี ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มีทรัพย์สิน 1.1 พันล้าน

ลุยหาเสียงเลือกตั้ง ช่วย “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566

ทว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ขยับหน้าที่ไปเป็น “องคมนตรี” ไม่ข้องเกี่ยวกับการเมือง

พรรครวมไทยสร้างชาติจะเดินไปอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “เอกนัฏ” ถึงฉากต่อไปของพรรคที่กำเนิดมา 2 ปี ได้ สส. 36 ที่นั่งในสภา ในแบรนดิ้งพรรคอนุรักษนิยมใหม่

พรรครวมไทยสร้างชาติที่มี สส.36 คน เพราะเป็นพรรคที่อยู่ใต้เงา พล.อ.ประยุทธ์ หรือเพราะอะไร

ต้องบอกก่อนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านไม่ได้สร้างพรรคนี้มาเพื่อตัวท่านเอง ผมมีความรู้สึกว่าท่านใช้วิทยายุทธ สรรพกำลังที่เหลืออยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เสียสละทุกอย่างเพื่อให้เกิดพรรครวมไทยสร้างชาติ

เพราะเชื่อว่า ประเทศไทยการเมืองแบบไทย ยังต้องการพรรคที่มีจุดยืนแบบรวมไทยสร้างชาติ คือมีความจริงใจในการทำงานให้กับประชาชน  มีความจริงใจในคำมั่นสัญญากับคำพูด มีความสุจริตในการทำทำงาน  ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง คือเป็นที่มาของพรรครวมไทยสร้างชาติ  ยิ่งไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ พรรครวมไทยสร้างชาติต้องไปต่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ ทำไมชิงปาร์ตี้ลิสต์ได้ถึง 13 คน ทั้งที่มีพรรคคู่แข่งอย่างภูมิใจไทยที่มีนโยบายปกป้องสถาบันเหมือนกัน

สำหรับผมเอง การปกป้องสถาบัน เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เพราะสถาบันเป็นจุดยึดเหนี่ยวความกลมเกลียวความรัก ความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ

แต่แน่นอนในทางการเมือง ต้องมีจุดขายมากกว่าการปกป้องสถาบัน วันนี้หลายคนก็พูดแล้วว่า การเป็นฝั่งขวาเนี่ยมันต้องมีมีมากกว่าความเป็นชาตินิยม

ผมคิดว่าสิ่งที่รวมไทยสร้างชาติขายได้ ในช่วงการเลือกตั้งครั้งแรกเราได้เกือบ 5 ล้านเสียง ซึ่งถือว่าก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะเราสามารถทำให้คนเชื่อมั่นว่าเราสามารถขับเคลื่อนงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้สร้างความหวังให้กับประชาชนได้

มีผลงานโดยเฉพาะในช่วงที่ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์) บริหาร จัดการแบบประเทศอยู่ สร้างผลงานที่เป็นสิ่งที่จับต้องได้นะครับแล้วก็ทำให้คนเชื่อ

ฝ่ายรวมไทยสร้างชาติ เคยอยู่ตรงข้ามพรรคเพื่อไทย การจับมือข้ามขั้ว มีต้นทุนอะไรต้องจ่าย และได้อะไรกลับมา

รวมไทยสร้างชาติเพิ่งเกิด คุณพีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค) กับผมเพิ่งเข้ามาเป็นผู้บริหารพรรคประมาณ 1 ปีเท่านั้นเอง จุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติเราพูดอยู่ตลอดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ช่วงเลือกตั้ง จนถึงวันนี้

ว่าเราต้องการสลายความขัดแย้ง แล้วเรายินดีที่จะร่วมมือทำงานเพื่อประเทศสำหรับทุกคน ที่มีอุดมการณ์ตรงกันก็คือยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มันเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งประเด็นเหล่านั้น ได้ถูกคลี่คลายไปตั้งแต่คุณทักษิณ (ชินวัตร) ตัดสินใจเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พูดกันตรงๆ อย่างสมัยยุคผมเป็น กปปส. เราสู้เพื่อไม่ให้ล้างผิด  เพราะว่าถ้ากลับมาโดยที่ไม่รับผิดเนี่ยนะครับมันขัดต่อหลักนิติธรรม

แต่เมื่อคุณทักษิณตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสลายความขัดแย้ง ชนวนความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีนะครับที่ฝ่ายการเมือง จะสลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสีเสื้อเป็นเวลามานานเกือบ 20 ปีเพื่อร่วมมือกันทำงานให้กับประเทศชาติ

แล้วก็ต้องบอกด้วยว่า เนื่องจากปรากฏการณ์  ทางการเมืองมันมันเปลี่ยนไป ผมอยู่ในการเมืองมา 15 ปีไม่เคยมีการ นำเสนอ แนวทางการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ในสภาผู้แทนราษฎร

พูดกันตรงๆ อย่างพรรคก้าวไกล เขาก็ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของ 112 ไม่งั้นป่านนี้คุณพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ท่านก็ได้บริหารประเทศนโยบายอีกกว่าร้อยนโยบายที่นำเสนอมาก็จะได้ทำ  มันก็เป็นเหตุว่า…ทำไมจะต้องมีการจับมือกับพรรคเพื่อไทย

สำหรับฝั่งรวมไทยสร้างชาติ นอกจากเรื่องสลายความขัดแย้งแล้ว ก็เป็นเรื่องของหลักประกันว่าจะไม่มีการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

และเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 รวมไปถึงในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบอันนี้เป็นเงื่อนไขที่เราเสนอ ใช้ในการรวมกันจัดตั้งรัฐบาล

ไม่มีในส่วนของเรื่องตำแหน่งเรื่องอะไรด้วยซ้ำ 2 เรื่องนี้เราได้แล้ว ก็ได้สลายความขัดแย้งที่สะสมมาในอดีต  ส่วนกระทรวงที่เราได้รับมอบหมายก็จะทำงานให้เต็มที่ ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่จะทำให้เรา สามารถสร้างผลงาน ที่จับต้องได้ให้เป็นที่พอใจของประชาชนที่สนับสนุนเรา

8 พรรคร่วมรัฐบาลต้องแบกภารกิจเป็นกำแพงขวางกั้นไม่ให้แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ใช่หรือไม่

เพราะเรื่องภัยในส่วนของความพยายามที่จะแก้มาตรา 112 ก่อนหน้านี้มันไม่จริงขนาดนี้ ไม่สามารถเห็นได้ชัดขณะ แต่ในช่วงการเลือกตั้งในการรณรงค์การหาเสียงนะครับจนไปถึงหลังเลือกตั้ง มันชัดมาก มันเป็นจริงมากในเรื่องความพยายามที่จะไปแก้หรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

ในส่วนของผมเอง ไม่ใช่เรื่องความงมงายนะครับ แต่ว่าการพัฒนาประเทศมันต้องไปแบบมั่นคง เราจะอ้างการเปลี่ยนแปลงมาทำลายเสาหลักของประเทศไม่ได้ มากระทบกับความมั่นคงของประเทศไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่เป็นประโยชน์กับประเทศ แต่เราต้องไม่ทำร้าย ทำลายสิ่งที่ดีอยู่แล้ว นั่นคือจุดยืนที่ดีของเรา

วิเคราะห์ scenario เลวร้ายที่สุด ถ้าอีกฝ่ายพลิกกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาล

ก็ต้องไม่ทำให้มีความพยายามแก้มาตรา 112 แฟนคลับฝั่งเรายังไม่เข้าใจ ไม่อยากให้เราไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่ในมุมผู้บริหารพรรคเรามี สส.36 คน เราคิดว่าจะใช้ 36 นี้เป็นหลักประกันไม่ให้ประเทศเดินไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ด้วยการไปแก้หรือพยายามแก้มาตรา 112 นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำ และถึงวันนี้เรายังทำได้อยู่ และยืนยันจะทำแบบนี้อยู่

ถ้าการเมืองมีการแตะเรื่อง 112 จะนำไปสู่เหตุการณ์อะไร

เรื่อง 112  ในภาพใหญ่ ผมเองก็มีส่วนในความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตมาเหมือนกัน แต่วันนี้รอยแยกทางการเมืองมันเปลี่ยนจากเรื่องของเผด็จการประชาธิปไตย กลายมาเป็นเรื่อง 112  ถ้าเราไม่จัดการกับปัญหานี้ให้ดีก็จะเป็นชนวนที่นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอนาคต ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น

วันนี้ผมว่าประเทศไทยมันอยู่ในจังหวะที่ที่จะต้องไปเก็บเกี่ยวโอกาสใหม่ๆที่มันเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ของแต่ละประเทศในโลกด้วยซ้ำ ไม่ใช่มาขัดแย้ง แต่จะทำได้เนี่ย เราเองก็ต้องรักต้องสามัคคีกันเองไม่ใช่มาทะเลาะกันเองนะครับด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

112 ผมมองว่า ถ้าเกิดขึ้นมันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง  เราเองก็พยายามที่จะระงับยับยั้งไม่ให้มันเกิดความขัดแย้งแบบนี้

ถ้าพรรคไหน ในรัฐบาล อยู่ดีๆ เปลี่ยนใจบอกเฮ้ย จะเสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112  ถอนตัวสิครับต้องเป็นอย่างนั้นเพราะนี่เป็นหลักการที่เราจับมือกันไว้ก่อนที่จะแถลงร่วมรัฐบาล แต่ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเขาไม่ทำ

มีข่าวนะบอกว่าปีหน้าเปลี่ยนใจไหม ผมว่าไม่หรอกครับ ไม่มีหรอกเท่าที่คุยกันก็ขอให้ชัดเจนในเรื่องนี้เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปเหยียบพรรคเพื่อไทย เพื่อเจรจาจัดตั้งรัฐบาลต้องเสียต้นทุนอะไร

ผมมีต้นทุนเดียว คือต้นทุนที่ได้มาจากประชาชน ผมคิดแต่จะใช้ต้นทุนนั้นให้เป็นประโยชน์สูงสุด และผมบอกเลยในทางการเมืองอย่าไปคิดว่าคะแนนเสียงตรงนั้นจะเป็นของเราตลอดไป…ไม่มีหรอกครับ เที่ยวนี้เลือกตั้งมาได้มา 36 เสียง เสียงสำคัญจากพี่น้องประชาชน เราต้องทำตามสิ่งที่เราให้คำมั่นสัญญาไว้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด

ในอนาคตผมเองก็ไม่รู้ว่าคนที่เลือกเราจะยังเลือกเราหรือเปล่า เสียงเป็นของเขาไม่ใช่ของเรา ผมคิดแค่ว่าทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่มีอยู่ ดีกว่าถ้าวันนี้เราเป็นฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลอาจรวมกับพรรคเพื่อไทย เสนอแก้มาตรา 112 เสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ เป็นความเสียหายที่เรายอมรับไม่ได้  ดังนั้น แม้จะถูกคนเข้าใจผิดหรือถูกด่าบ้าง แต่มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้มา

อนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะอนุรักษนิยมใหม่ ในช่วงที่พรรคอนุรักษ์นิยมเก่าล่าสลาย จะเป็นโอกาสหรือไม่

จริงๆ เดี๋ยวนี้เองในยุคดิสรัปชั่น ทุกอย่างถูกดิสรัปต์โหมดการเมืองเปลี่ยนเร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ผมติดตามการเมืองมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ในช่วง 4-5 ปีนี้ปรับเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อมีการปรับเปลี่ยนมันก็มีโอกาสใหม่ๆ ที่ผุดออกมาเรื่อยๆ

ก็เป็นโอกาสที่ทำไมพรรครวมไทยสร้างชาติถึงแม้ว่า เปิดตัวมาเพียง 6 เดือนก่อนเลือกตั้ง ก็ยังได้ 5 ล้านคะแนนได้ 36 ที่นั่ง ถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญที่เราจะต้องสานต่อแล้วขยับขยายทำให้พรรคมีการเจริญเติบโตต่อไป

ผมคิดว่ามันมีโอกาสอยู่ตลอดเวลา คนอาจจะเข้าใจว่าเราเป็นอนุรักษนิยมแต่ในทางการเมืองการที่จะไปสร้างคำจำกัดความเนี่ยเพื่อจะกรอบความคิดทางการเมืองเป็นเพียงมิติเดียวคือมีซ้ายกับขวาเท่านั้น เดี๋ยวนี้ผมว่ามันตกยุคไปแล้ว

แต่อาจจะมองว่าเป็นอนุรักษนิยมในส่วนที่เรามีความเป็นชาตินิยม คือเน้นเรื่องสถาบันเสาหลักของชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์….ใช่ แต่เดี๋ยวนี้การเมือง ในสภาพการแข่งขันแบบนี้ ขายเรื่องนี้อย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องมุ่งเน้นที่จะสร้างความหวังให้คนสามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายความเจริญได้

เป็นหน้าที่สำคัญของพรรคการเมืองก็อาจจะมองได้ว่าแบบนี้แหละก็คือเป็น modern conservative หรือเป็นขวาอ่อน หรือเป็นขวาใหม่ หรือจะเป็นอนุรักษนิยมแบบใหม่ก็ได้

เพราะเราไม่ได้จะขายแค่เรื่องความเป็นชาตินิยม แต่มีนโยบายมีจุดยืนสำคัญๆ เช่นในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่มีความแตกต่างจากพรรคอื่นที่พยายามขายอยู่ ไม่ใช่เป็นการไปประชานิยมลดแลกแจกแถมอย่างเดียว หรือพยายามที่จะปรับเปลี่ยนให้ระบบรัฐเป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทย

เรายังมุ่งเน้นการออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจกันปรับเปลี่ยนกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการพัฒนา ฐานเศรษฐกิจของประเทศ ต้องมีพรรคการเมืองแบบเราที่ยังต้องเดินหน้าทำเรื่องนี้อยู่

อุดมการณ์พรรคอนุรักษนิยม ชาตินิยม กษัตริย์นิยม ดีกรีกษัตริย์นิยมมีดีกรีแค่ไหนสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ

เรามองว่าสถาบัน ทั้งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศอยู่ เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ

ฉะนั้นจะไปแยกส่วน ก็คงลำบากในส่วนของเรา ผมก็แปลกใจว่าใครที่มีอยู่ดีๆ คิดจะมาเลื่อยเสาบ้าน มาสร้างความเสียหายด้วยการสร้างความแตกแยก

จริงๆ การเปลี่ยนแปลงมีหลายเรื่องที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องมาส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศหรือมาเลื่อยเสาบ้านตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องเป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติเองก็พยายามที่จะทำเห็น เช่น กระทรวงพลังงานท่านพีระพันธุ์หัวหน้าพรรค เป็นเจ้ากระทรวงท่านไม่ได้พูดแค่ไปปรับปรุงแก้ไขออกมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่รื้อโครงสร้าง พลังงานทั้งระบบ นี่คือวิธีคิดแบบรวมไทยสร้างชาติเราก็อยากเปลี่ยนเราก็อยากให้ประเทศมันดีขึ้นแต่ต้องไม่ทำร้ายของเดิมที่ดีอยู่แล้ว

นโยบายที่เป็นหัวหอกสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะทำอะไรบ้าง

เลือกตั้งรอบหน้ายังเร็วไป แต่เอาปัจจุบันก่อน วันนี้มันมีงาน 2 ส่วน คือส่วนกระทรวง กับส่วนการเมือง การเมืองก็การเมืองสำคัญไม่แพ้งานของกระทรวง

การเมืองต้องเดินหน้าเราก็ต้องเดินสร้างเครือข่าย คอยพูดคุยคอยแลกเปลี่ยนรับฟังปัญหา และหาทางออกร่วมกันมาออกแบบนโยบายที่มาจากปัญหาของประชาชน

ควรที่จะต้องเป็นสร้างความเชื่อมั่นนะครับให้กับประชาชนที่คิดจะเลือกเราในอนาคตได้ว่าเราขับเคลื่อนงานตรงนี้อยู่ตลอดใน

ส่วนของกระทรวง เราจะไม่บริหารวันต่อวันผมพูดกับรัฐมนตรีของเราทุกคนว่าอย่าไปทำงานซ้ำกับข้าราชการ คุณไปเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่ปลัด เพราะฉะนั้น ปัญหาวันต่อวันมีคนแก้ไข  แต่สิ่งที่ควรทำคือต้องหาผลงานที่ฝากไว้ให้กับกระทรวงให้กับประเทศให้กับประชาชนให้ได้

เรื่องพลังงานนี้ชัดเจนที่สุด เข้ามาถึงก็ลดทันทีแต่ลดด้วยการวิธีการแก้เฉพาะหน้าคือ ลดเงินเข้ากองทุนน้ำมันบ้างเอาภาษีไปอุดหนุนบ้าง แต่ระยะยาวต้องรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งก็กำลังเร่งทำผลงานแข่งกับกระทรวงพลังงาน ต้องมีการปรับระบบใหม่หมด เราอยากจะส่งเสริมทำให้อุตสาหกรรมมันทันสมัย ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมโปรโมตพวกกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดเล็กขนาดย่อยด้วย

เดี๋ยวนี้เราดึงนักลงทุนมา ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ดึงบริษัทต่างชาติมาก็มาสร้างซัพพลายเชนให้กับกลุ่มธุรกิจโรงงาน  SMEs แต่เดี๋ยวนี้พอดึงมาเสร็จปุ๊บเค้าอิมพอร์ตทุกอย่างมาเลย ถ้าไม่กำกับให้ดี เราหายไปทั้งซัพพลายเชน

เรื่องระบบอุตสาหกรรมนอกจากมีการเพิ่มมูลค่า ต้องดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตด้วย เรื่องการกำจัดของเสีย เรื่องมลภาวะต่างๆ ต้องมีการอัพเกรด

ระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบเอาเทคโนโลยีเข้ามาจับ ไม่ใช่เอาเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจนะฮะตรวจ ต้องมีการใช้เทคโนโลยีติดเซนเซอร์ ตั้งระบบไอโอทีตรวจทุกอย่างอย่างเรียลไทม์ เพื่อที่จะควบคุมเรื่องของมลภาวะเรื่องของสิ่งแวดล้อมผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จะมีการออกกฎหมายออกมาตรการใหม่ๆ ออกมาไม่ต่ำกว่า 3-4 มาตรการที่จะทำ 2 เรื่องนี้

ทั้ง 2 ส่วนเดี๋ยวนี้มันต้องไปด้วยกันเพราะว่ามันเป็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าเมื่อมาตรการระหว่างประเทศมันเข้มงวดขึ้นมากมากขึ้นเรื่อยๆ

พรรคมี รมช.คลัง 1 ตำแหน่ง หวังให้ช่วยทำอะไร

คลัง สำคัญมาก เป็นตัวสนับสนุนที่จะทำให้งานต่างๆเกิดขึ้น พลังงานลดค่าน้ำมันลดค่าไฟได้ก็เพราะว่าคลังเข้ามาช่วยลดภาษีสรรพสามิต  อันนั้นเฉพาะหน้าแต่ในที่สุดเมื่อมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งสรรพสามิตศุลกากรการเก็บภาษีทั้งหมด คลังก็ต้องให้ความร่วมมือ

ในส่วนของอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ถ้าจะมีเก็บเงินเก็บภาษีที่เป็นหลักประกันในส่วนของโรงงาน หรือแนวทางการประเมินรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการดูแลเป็นต้น ก็ต้องเอาคลังเข้ามาเกี่ยวข้อง

โชคดีมากที่เราได้ รมช.คลัง มาก็จะทำให้งานที่เราวางแผนไว้กับพลังงานกับอุตสาหกรรม ประสบผลสำเร็จ เรามีคลังมาช่วย เรามีหัวหน้าพรรคที่เข้าใจเรื่องกฎหมายดีมาก เพราะเดี๋ยวนี้แนวทางการพัฒนาไปสู่อนาคต ผมบอกเลยว่า ต้องแก้ต้องปรับปรุงกฎหมาย ให้เหมาะสมแล้วก็ทันสมัยถ้าไม่ทำตรงนี้ทำไมพัฒนาไม่ได้

โควตา 3 ตำแหน่งล็อกไว้ตลอดสมัย 4 ปีใช่หรือไม่

ในทางการเมือง ไม่มีอะไรแน่นอน ผมไม่สามารถพูดได้ ผมก็หวังว่า ถ้าเราทำงานเข้าเป้าเราก็จะได้ทำงานต่อเพราะว่าการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถรถสร้างประโยชน์ที่มันยั่งยืนได้ เราจะทำงานที่มันมี Impact แล้วมันยั่งยืนเนี่ยก็ต้องให้เวลา

เราถึงขั้นรื้อโครงสร้างเราจะปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายหรือกฎหมายใหม่ วัน สอง วันทำไม่ได้หรอกก็ต้องให้อย่างน้อยสักปี สอง ปี แต่ไม่ใช่ว่าเราจะรอแต่เวลา ให้เริ่มทำแล้วตั้งแต่วันนี้แต่กว่าจะสำเร็จ ยังต้องใช้เวลา เราก็อยากจะทำงานเหล่านี้ต่อ

บุคลิกของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรค 1 ในพรรคลุง จะทำพรรคอย่างไรให้ sexy มากกว่าพรรคลุง

บางคนบอกว่าลุงอยู่จะทำอย่างไร บางคนบอกว่า อ้าว…ลุงยังอยู่นี่ ผมก็ตอบตลอดว่าจริงๆแล้วลุงเนี่ย ตัวท่านวันนี้ท่านรับภารกิจใหม่ซึ่งมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ ก็ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคไป

แต่จิตวิญญาณหลักคิดหลักการทำงานแบบท่านเนี่ยยังอยู่กับพรรครวมไทยทั้งชาติแล้วเราก็ยังรักยังเคารพท่านอยู่ ซึ่งมันอยู่ที่หลักการไม่ใช่ตัวท่านแล้วไม่ได้จำกัดว่าคนที่มีหลักมีแนวคิดในการทำงานแบบนั้นจะต้องมีบุคลิกแบบไหน

จะต้องทำตัวลอกเลียนแบบลุงเลย…ไม่มีครับหัวหน้าพรรค คุณพีระพันธุ์ก็มีบุคลิกแบบของท่าน ผมก็มีบุคลิกแบบของผมซึ่งหลายคนก็บอกแม้กระทั่งบุคลิกหัวหน้ากับเลขาฯก็ไม่เหมือนกัน อันนี้เป็นตัวอย่างแล้วก็ไม่เคยจำกัดด้วย

ความหลากหลายสิยิ่งดี เราอยากได้ทั้งคนที่มีประสบการณ์ เราอยากได้ทั้งคนรุ่นใหม่ เราอยากได้ทั้งคนที่อยู่ในวงการการเมืองและคนนอกวงการการเมือง เพื่อที่จะสร้างความหลากหลาย ทีมงานเรามันก็จะสมบูรณ์แบบ แต่แนวคิดหลักการทำงานทุกคนอุดมการณ์ทางการเมืองก็มีความแน่วแน่ ชัดเจนเหมือนกัน

สรุปว่าพรรคยังไม่ได้ออกจากเงาของลุง ใช่มั้ย

ผมยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้เงาของลุงอยู่ไหน ผมไม่อยากพูดเงา แต่ใช้คำว่าจิตวิญญาณ เป็นแนวคิดหลักการทำงานแบบที่ลุงเนี่ยเขาให้ไว้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมไม่ปฏิเสธว่าเราพยายามไปเดินตาม แนวทางการทำงานของลุงหรือเปล่า ผมก็ยืนยันชัดเจนว่าหลายเรื่องที่ท่านทำไว้ดีมากเลยกับประเทศ  บอกเลยว่ารัฐบาลวันนี้ฟังก์ชั่นส่วนหนึ่ง ก็เพราะอานิสงส์ของรัฐบาลลุ

แล้วยอมรับด้วยว่า 8 ปี 9 ปีที่เดินหาเสียง ผมก็รู้ว่าหลายคนเบื่อ แต่เห็นไหมวันนี้ไม่มีลุงแล้วอ่ะ เริ่มคิดถึงลุงแล้ว ว่าเอ๊ะแบบนี้มีลุงก็ดีเหมือนกัน ซึ่งเข้าใจอันนี้เป็นความรู้สึก แต่ในสิ่งของข้อเท็จจริงกับที่มันเป็นอยู่ บางทีมันก็ไม่ใช่

ผมยังคิดด้วยซ้ำว่า ลุงเองก็เสียสละในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ก่อนเลือกตั้งผมว่าท่านรู้ว่าลงเลือกตั้ง เที่ยวนี้ คงไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนเที่ยวก่อน เพราะว่าอยู่มา 9 ปี 10 ปีไม่มีอะไรจะอยู่ยั่งยืนเป็น 50 ปี 60 ปี 100 ปี ในทางการเมือง แต่ท่านก็ยังตัดสินใจที่จะใช้สรรพกำลังที่มีอยู่​ กระแสที่มีอยู่ ความรักความศรัทธาในตัวท่านที่หลงเหลืออยู่  เสียสละมอบให้กับรวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้พรรคเกิดขึ้นมา

มันต่างกันนะเราบางทีเราก็เห็นพรรคที่ถูกสร้างมาเพื่อคนเพื่อบุคคลเพื่อรักษาอำนาจของบุคคล แต่อันนี้กลับกันอันนี้ทางบุคคลคือตัวลุงเสียสละเพื่อให้พรรคนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็อยากให้พรรคมีชีวิตต่อไป

ความเป็นไปได้ที่เครือข่ายของอีกลุงมาผสมโรงด้วย จะเป็นไปได้ไหม..คือลุงสุเทพ เทือกสุบรรณ

(หัวเราะ) ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย พูดกันแบบเปิดใจเลย วันนี้ท่านวางตัวดีนะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และผมคิดว่าท่านอยู่แบบนั้นก็ดีแล้ว ส่วนตัวผมรักท่านมากเหมือนพ่อ แต่ทางการเมืองผมก็มีวิธีคิดแบบผม รวมไทยสร้างชาติก็มีวิธีคิดแบบรวมไทยสร้างชาติ ไม่จำเป็นต้องไปติดยึด หรือ หาแนวร่วมที่ผูกกอรบไว้แต่เพียงตัวบุคคลเท่านั้น

ผมคิดว่าท่านเลิกการเมืองไปแล้ว ไปทำประโยชน์ ทำมูลนิธิ ก็เป้นสิ่งที่สังคมต้องการแล้ว ก็ดีแล้วครับ อย่าเอาท่านกลับมาเลยครับ ผมว่าเราไปของเราได้ครับ

คือแนวคิดเราสามารถผสมกับแนวคิดของคนทุกรุ่นมาได้ ผมรับฟังความคิดเห็นของทุกคน แต่ในการขับเคลื่อนเราต้องการคนที่มีบุคลิก มีความสามารถ มีทักษะที่หลากหลาย และเราต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่า คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองจะทำไม่ได้ ผมก็เห็นหลายคนแล้วก็ทำได้ดี

และสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ไม่อย่างนั้น เอกนัฏไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรคด้วยอายุเพียง 37 หรอก และผมคิดว่าเมื่อพรรคให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใหม่ทางการเมือง แต่เข้าข่ายรุ่นใหม่ เมื่อพรรคให้โอกาสกับผมแล้ว ผมก็อยากให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่เหมือนกัน

หลังเลือกตั้งมี 2-3 พรรค เปลี่ยนโครงสร้างพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติจะเปลี่ยนโครงสร้างด้วยหรือไม่

เราเพิ่งเปลี่ยนเมื่อสิงหาคมปีที่แล้วก็คือเอาคุณพีระพันธุ์เป็นหัวหน้า ผมเป็นเลขาฯบวกกับกรรมการบริหารพรรคนะครับเปลี่ยนแบบมีนัยยะสำคัญเร็ววันนี้คงไม่ต้องนะครับเพราะเรายังใหม่อยู่ แต่ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค ผมว่าเป็นเป็นส่วนหนึ่ง เป็นวิวัฒนาการของพรรคการเมือง ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วครับยังไงก็ต้องมีเผลอๆอาจจะต้องมีก่อนก่อนเลือกตั้งด้วยนะครับแต่ว่าเราก็ยังไม่รู้ก็เปลี่ยนเมื่อไหร่ที่มันต้องเปลี่ยน

ยังไม่ได้มีใครที่สำคัญ เพื่อทำให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค

วันนี้ยังไม่มีครับ หลังเลือกตั้งมาแน่นอนมีกระแสข่าวลือ ที่ออกมาหลายเรื่อง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ความขัดแย้งในพรรคบางคนนั้น คนนี้ ตีกันบ้าง ผมยืนยันเลยว่า ในขณะนี้คุยกันจบ ทุกคนยึดมั่นในแนวทางของพรรคมีกำลังใจ เป็นน้ำ หนึ่ง ใจเดียวกัน และมีกำลังใจที่จะทำงานเพื่อให้พรรคมีความเจริญเติบโต ขยับขยายประสบความสำเร็จมากขึ้น

ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเราจะไม่พอใจที่ตัวเลข 36 ที่นั่งที 5 ล้านคะแนน เที่ยวหน้าเราต้องได้มากกว่านี้ จะได้มากกว่าเท่าไหร่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต แต่เราไม่เคยหยุด ที่จะทำงาน ไม่เคยหยุดที่จะคิดไม่เคยหยุดที่จะฝันไม่เคยหยุดที่จะทำงานเพื่อที่จะทำให้เราขับเคลื่อนตัวพรรคไปข้างหน้าในอนาคต

รวมไทยสร้างชาติ จะมาแทนพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้

สำหรับพรรค เราก็อยากได้คะแนนเสียงจากคนไทยทุกภาค เพราะเราไม่เคยมองว่ามีกำแพงกั้นระหว่างคนไทยภาคนั้น ภาคนี้

แต่ก็ยอมรับเมื่อดูสถิติเนี่ยเราก็ได้รับ การตอบรับจากพี่น้องประชาชน คนใต้เยอะมากนะครับ ผมเพิ่งไปสงขลามาก็ได้รับการตอบรับที่ที่ดีมากนะครับ ผมคิดว่าก็มันก็เป็นโอกาสของของพรรครวมไทยสร้างชาตินะครับการทำงานก็ต้องยุทธศาสตร์

เราก็ต้องเริ่มต้นจากจุดที่เราทำได้ถนัดก่อนนี้เป็นเรื่องเป็นเป็นเรื่องในทางการบริหารจัดการ แต่ในส่วนของอุดมการณ์เนี่ยเราต้องการที่จะเสิร์ฟคนไทยทั้งประเทศ แต่ว่าแน่นอนไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากภาคใต้ก็อันนี้เป็นโอกาสในทางการเมือง ในทางการปฏิบัติการ

ผมก็มีแนวคิดตอนนี้เราเราลงไปเนี่ยไม่ใช่เน้นเฉพาะทำงานในพื้นที่ที่เรามี สส.แล้วแต่ผมก็เริ่มหาตัวแทนของพรรคซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นไม่จำเป็นต้องมาเป็นนักการเมืองหรือเป็นผู้สมัคร สส.ในอนาคตก็ได้แต่ต้องมีตัวแทนในการขับเคลื่อนการทำกิจกรรมกับพรรคกับพี่น้องประชาชนอยู่ตลอดเวลา ผมก็ทำอยู่ตลอด

จะสลัดภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อจูงใจโหวตเตอร์รุ่นใหม่มั้ย

การเมืองมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ผมลงเลือกตั้งครั้งแรก ผมจำได้เลยว่า วัยรุ่นยังโหวตให้พรรคเดิมของผมอยู่เลย

ตอนผมไปเดินชุมนุมเชื่อไหมว่านักศึกษาออกมาเยอะมาก  แต่วันนี้ก็อันนี้พูดกันตรงๆนะก็ไม่ค่อยที่จะเลือกเราเท่าไหร่เขามีพรรคในใจของเขาคือพรรคก้าวไกล แต่มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไปนะครับเราก็พยายามที่จะปรับตัวแล้วก็ทำงานให้กับคนทุกรุ่น มีของที่จะขายให้กับคนทุกรุ่น ไม่ได้ติดยึดกับ รุ่นไหนเป็นพิเศษแต่ก็เราก็พยายามศึกษาอยู่

ผมไม่เคยปฏิเสธที่จะเรียนรู้ จากฝั่งตรงข้าม หลายเรื่องที่เขาทำได้ดีก็ต้องบอกว่าเขาทำได้ดี แต่เรื่องที่เขาทำแล้วมีปัญหาอย่างเช่นเรื่อง มาตรา 112  ควรจะไปทำดีกว่ามั้ยก็ไม่ถอย แต่หลายเรื่องที่ผมเห็นว่ามันมีความก้าวหน้า อย่างเรื่องของการกระจายอำนาจ ผมพูดตั้งแต่ไปเดินชุมนุม เผลอๆ ผมพูดก่อนเขาด้วยซ้ำ ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ


เรื่องในการสื่อสารประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ทำได้ดีมาก ก็ต้องเรียนรู้จากเขา แล้วเราปรับตัวเองเราก็มีโอกาสที่จะทำได้ดีแบบเขา  ถ้าจะแข่งกับเขาได้อย่างน้อยก็ทำให้ดีให้เท่าเขาก่อน เราต้องปรับปรุงปรับเปลี่ยนแน่นอน