Skip to content

9 ปีประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 : ยุบ 2 พรรค นายกฯเก้าอี้สะเทือน 3 คน

07 ส.ค. 2568 | 14:50น.
9 ปีประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 : ยุบ 2 พรรค นายกฯเก้าอี้สะเทือน 3 คน

9 ปีประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจใหม่ เปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลากหลาย 3 ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ยุบ 2 พรรคการเมือง 

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ครบรอบ 9 ปีของการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2557 รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็น “กติกาหลัก” ที่กำหนดทั้งการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงอำนาจขององค์กรอิสระ

แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่นักวิชาการและภาคประชาชนหลายกลุ่มยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของที่มา และข้อจำกัดในการออกแบบอำนาจ

ประชามติภายใต้ “คสช.”

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ถูกจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงเดือนตุลาคม 2558 ประกอบด้วยสมาชิก 21 คน มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก คสช. เป็นประธาน

จากนั้นนำเข้าสู่การลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งได้รับเสียงเห็นชอบราว 61% จากผู้มาใช้สิทธิ 29 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม บริบทในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ห้ามการรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่หลายกลุ่มนักกิจกรรมและนักการเมืองถูกดำเนินคดีจากการแสดงความเห็นต่อร่าง

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เคยแสดงความคิดเห็นในงานเสวนา 5 ปีรัฐธรรมนูญ 2560 โดย iLaw และคณะรัฐศาสตร์ มธ., 2565 ว่า “ประชามติควรเป็นกระบวนการเปิดกว้างเพื่อสร้างฉันทามติร่วมในสังคม แต่การทำประชามติในปี 2559 กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก”

รัฐธรรมนูญ 60 พลิกโครงสร้างอำนาจใหม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ และที่มาของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และตุลาการ องค์กรอิสระ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว.

โดยกำหนดให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed-Member Apportionment) ซึ่งมีผลต่อการคำนวณจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อ และยังเปิดทางให้วุฒิสภาจำนวน 250 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน

บทบัญญัตินี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการออกแบบให้กลุ่มที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งมีบทบาทเหนือกว่าความต้องการของประชาชน และมีอิทธิพลต่อผลการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566

เฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ของ วุฒิสมาชิก ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเพียงบทเฉพาะกาล ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจจากระบบ คสช. มาสู่การเลือกตั้ง ซึ่งวาระดังกล่าวหมดลงหลังจากการเลือกตั้งปี 2566 ไปแล้ว นั่นหมายความว่า ในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งถัดไป วุฒิสภาจะไม่มีบทบาทในการลงมติอีกต่อไป อำนาจในการเลือกผู้นำฝ่ายบริหารจะกลับคืนสู่มือของ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น

ระหว่างการรณรงค์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ Thaipublica.org เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อสกัดไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้มแข็ง และเปิดทางให้กลุ่มที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งมีบทบาทต่อไปหลังเลือกตั้ง”

“แม้จะอ้างเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต แต่ในระยะยาวแล้ว กลไกที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งจะกระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

3 นายกรัฐมนตรี เก้าอี้สะเทือน

หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เกิดการตีความและนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจ ทั้งผู้นำฝ่ายบริหาร พรรคการเมืองทั้งในฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน เฉพาะนายกรัฐมนตรี มี 3 ราย ดังนี้

1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ดำรงตำแหน่งสืบต่ออำนาจจากการเป็นหัวหน้าคณะ คสช. ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ “วาระการดำรงตำแหน่ง” ตามรัฐธรรมูญมาตรา 158 ที่มีบทบัญญัติสาระสำคัญเกี่ยวกับ “วาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นดำรงตำแหน่ง เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 เปิดทางให้ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คนที่ คสช. แต่งตั้ง มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน

จำนวนเสียงผู้ที่ได้รับเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา จึงจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคำนวณจาก ส.ส. ครบเต็มสภา 500 คน และ สว. 250 คน รวม 750 คน ก็จะต้องได้รับเสียงเห็นด้วย 376 เสียงขึ้นไป จึงจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับความเห็นชอบ จำนวน 500 คะแนน จากทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากการเป็นผู้นำยุครัฐประหารในปี 2562

ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จากการลงเล่นการเมืองเต็มตัว ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สังกัดพรรคพลังประชารัฐ

ต้องสะดุด ตามนัยแห่งมาตรา 158 วรรคสุดท้าย ระบุว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปีไม่ได้ ไม่ว่าเป็นการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องหรือไม่ก็ตาม”

หลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ได้เกือบ 3 ปี วันที่ 17 ส.ค. 2565 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา ในขณนั้น นำคณะ สส. ฝ่ายค้าน 171 คน ยื่นคำร้องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หลังจากนั้น 37 วัน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ว่า ให้นับวาระของพล.อ.ประยุทธ์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 “เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560” ซึ่งเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ถึงปี 2568

2.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังดำรงตำแหน่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ได้ 358 วัน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ด้วยมติ 5 ต่อ 4 กรณีการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และขาดคุณสมบัติซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 160 (4) และ (5) เพราะนายพิชิตเคยถูกตัดสินจำคุกในข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) รวมถึงมาตรา 167 กำหนดว่า เมื่อรัฐมนตรีคนหนึ่งขาดคุณสมบัติหรือกระทำผิดร้ายแรง จะทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงทันที

3.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 หลังดำรงตำแหน่งได้ 306 วัน ระหว่างเกิดสถานการณ์ปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชา ในช่วงวันที่ 18 มิถุนายน 68 ปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่าง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ในสื่อสังคมออนไลน์ และนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าเป็นเสียงตนเอง

เนื้อหาการสนทนาระหว่างผู้นำประเทศไทย กับบิดาของผู้นำกัมพูชาความยาว 17.06 นาที มีประเด็นที่นำไปสู่คำร้อง เช่นเสียงของ นางสาวแพทองธาร ที่ระบุว่า “คนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้ามอย่างพวกแม่ทัพภาค 2 อย่างเนี้ยค่ะ เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอไปฟังอย่างนั้นเสร็จ ก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจ หรือว่าโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”

และประโยคที่ว่า “บอกว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้…จริง ๆ แล้วท่านจะเอาอะไรจริง ๆ ให้บอกอิ๊งได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าว ก็คือไม่เป็นข่าว อันนั้นที่หลุดไป มันหลุดเพราะสื่อ เพราะไม่ได้คุยกับอิ๊งแค่ 2 คน มันคุยกันเป็นกลุ่มนะพี่ มันเลยหลุดน่ะ แต่ถ้าคุยกับอิ๊ง 2 คน มันไม่มีหลุดอยู่แล้ว”

20 มิถุนายน 2568 วุฒิสมาชิก 36 ราย อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ และให้ประธานส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่

คำร้องของ 36 สว. ที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้มีคำวินิจฉัยใน 2 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

2.ให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า “ผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและแอบเจรจากับประธานวุฒิสภากัมพูชาในลักษณะเป็นภัยต่อความมั่นคงอาณาเขตไทย และอำนาจอธิปไตยของไทย อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ดังนั้นเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้ที่จะถึง ประกอบกับคำร้องของผู้ร้องมีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้อง” จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการหรือวิธีการเป็นการชั่วคราว โดยสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

คำร้องดังกล่าวมุ่งเอาผิดนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 170 และ มาตรา 160 ระบุคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า “ต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริต และประพฤติให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่ขัดต่อจรรยามารยาททางจริยธรรม”

หากมีข้อสงสัยว่ารัฐมนตรีละเมิดมาตรานี้ (เช่น เรื่องความจงรักภักดีต่อชาติ หรือ คุณธรรม) จะเข้าข่าย “ขาดคุณสมบัติ” ตามมาตรา 170 และอาจถูกยื่นเรื่องถอดถอนสถานะรัฐมนตรี ผ่านตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

จากนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้อง และสั่งให้แพทองธาร “หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว” โดยมติ 7 ต่อ 2 เนื่องจากเห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ขณะพิจารณาคดีตามมาตรา 170

ศาลกำหนดเวลาให้แพทองธารส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน จากจดหมายรับคำร้อง โดยต่อมาในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ศาลได้ขยายเวลาชี้แจงออกไปจนถึง วันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4

หลังจากได้รับคำชี้แจงแล้ว ศาลจะตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาหลักฐาน อาจเรียกบุคคลหรือพยานเข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติม (ถ้าเห็นว่าจำเป็น) พิจารณาตามหลักจริยธรรมและคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 และ 170 ในกรณีนี้ ศาลจะพิจารณาว่า แพทองธาร “ขาดคุณสมบัติ” หรือ “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” หรือไม่

สส.พ้นจากตำแหน่ง-ยุบ 2 พรรคการเมือง

ไม่เพียงแต่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่นักการเมือง และพรรคการเมือง ก็ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านประชามติเมื่อ 9 ปีก่อน อาทิ

1.นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอญัตติงบประมาณที่ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง ที่มีบทบัญญัติ ห้าม สส. เสนอญัตติงบฯ หรือใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง โดยสิ้นสภาพ สส. ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี

2.ยุบพรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งยุบ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ ยุบพรรคอนาคตใหม่ หลังพบว่าเกี่ยวข้องกับกู้เงินจำนวน 191.2 ล้านบาท จากหัวหน้าพรรค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งศาลตีความว่าเป็นการรับเงินบริจาคที่ผิดกฎหมาย (เกินขีดจำกัดสูงสุด 10 ล้านบาทต่อรายต่อปี ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560)

ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การฝ่าฝืนมาตรานี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลจะสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดด้วย

ส่งผลให้พรรคถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการบริหารพรรครวม 16 ราย ถูก เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี

3.ยุบพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า แผนพรรคในการแก้ไข มาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ถือเป็นการพยายาม “โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ” และเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของประเทศ

ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลนั้น มีเป้าหมายเชิงนโยบายที่บ่อนทำลายสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์

ศาลระบุว่าแม้จะเป็นการใช้เสรีภาพทางความคิดและการเมือง แต่เจตนาของแผนงานพรรค มีลักษณะพยายาม ลดทอนสถานะทางกฎหมายและความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ จึงถือว่าเข้าข่าย “ล้มล้างการปกครอง” ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ส่งผลให้พรรคถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ และห้ามกรรมการบริหารรวม 11 คน จากการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้การทำประชามติมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 

สาระสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ

การกำหนดข้อยุติในการออกเสียงประชามติ : เดิม พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2564 กำหนดให้การออกเสียงประชามติจะมีข้อยุติได้ ก็ต่อเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และต้องมีเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบกับเรื่องที่ทำประชามติด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมจะปรับเปลี่ยนให้ใช้เพียงเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิในการตัดสินผลประชามติ

การกำหนดวันออกเสียงประชามติ : เดิม พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้กำหนดให้วันออกเสียงประชามติสามารถเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งทั่วไป หรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ การแก้ไขจะอนุญาตให้สามารถจัดการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง เพื่อลดภาระของประชาชนและลดค่าใช้จ่ายของรัฐ

ปรับปรุงรูปแบบการออกเสียง : การแก้ไขจะเปิดกว้างให้มีการออกเสียงประชามติได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ทางไปรษณีย์ หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากการลงคะแนนในคูหา

เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) : เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ เดิมทีการใช้เสียงข้างมากสองชั้นในการตัดสินผลประชามติ ทำให้การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความยุ่งยากและอาจไม่สามารถหาข้อยุติได้

-การแก้ไขรัฐธรรมนูญ : การแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ

ความเห็นของ สส. และ สว. ในการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ สส. และ สว. มีความเห็นที่แตกต่างกัน โดย สส. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการยกเลิกเสียงข้างมากสองชั้น ในขณะที่ สว. ส่วนใหญ่ต้องการให้คงไว้ซึ่งระบบเสียงข้างมากสองชั้นสำหรับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

-23-24 กันยายน 2563 : รัฐสภามีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นครั้งแรก

-18 พฤศจิกายน 2563 : รัฐสภาลงมติคว่ำข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

-11 มีนาคม 2564 : ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

-23 เมษายน 2567 : ครม. มีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการชุด “ภูมิธรรม” ให้เดินหน้าทำประชามติ 3 ครั้ง

-1 กุมภาพันธ์ 2567 : สส. พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประชามติ เพื่อ “ปลดล็อก” หลักเกณฑ์การใช้เสียงข้างมาก

-29 มีนาคม 2567 : ที่ประชุมรัฐสภามีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความจำนวนครั้งในการทำประชามติ

-17 เมษายน 2567 : ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

-13-14 กุมภาพันธ์ 2568 : มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย และฉบับพรรคประชาชน การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้งสองพรรคมีเป้าหมายเดียวกันคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. และขอบเขตการทำประชามติ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประชามติ รัฐธรรมนูญ 60