พล.อ.ณัฐพล เชื่อเหตุปล้นทองสุไหงโก-ลก โยงเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 ย้ำทหารรู้หน้าที่ไม่มีเกียร์ว่าง รับทอง 600 บาทส่งข้ามประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ขณะ ผบ.ทบ.จ่อลงพื้นที่
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตการก่อเหตุปล้นร้านทองกลางห้างสรรพสินค้าสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส สูญทองคำมากถึง 600 บาท มีคนในรู้เห็น ว่าจากที่ได้รับรายงานมายังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ต้องดูกันต่อไป ซึ่งจากที่รับรายงานมาเป็นการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการ BRN เข้ามาปฏิบัติการและหนีกลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อถามว่าเป็นช่วงรอยต่อที่มีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 และทีมการทำงานหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลระบุว่าเขาอาจจะอาศัยจังหวะดังกล่าว แต่ก็ต้องให้เวลาแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ซึ่งท่านพึ่งรับหน้าที่ได้ 7 วัน และทราบว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก จะลงพื้นที่ หลังจากนั้นตนก็จะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ด้วย
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 มาจากคนนอกพื้นที่ จึงทำให้เกิดเกียร์ว่างใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลยืนยันว่าคงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะทหารทุกคนมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว และการปล้นทองไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์
เมื่อถามย้ำว่ามีการทำเป็นระบบ เหมือนมีคนในคอยให้ข้อมูล ทั้งพิกัดร้านทองและเส้นทางการหลบหนี พลเอกณัฐพลกล่าวว่าก็ต้องดูในรายละเอียดกันต่อไป ซึ่งต้องฟังข้อมูลจากแม่ทัพภาคที่ 4
เมื่อถามว่าได้รับรายงานแล้วหรือไม่ ว่าทองที่ปล้นไปถูกส่งไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.ณัฐพลยอมรับว่าได้รับรายงานเช่นนั้น ว่าขนหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการติดตามจับกลุ่มผู้ก่อเหตุและนำทองกลับมานั้น ต้องประสานประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากให้รอการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. แต่งตั้งให้ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั่งเป็นประทานโต๊ะเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ ได้พูดคุยกันเบื้องต้น เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาสั้นเพียง 4 เดือน จึงอยากให้ขณะพูดคุยได้จัดลำดับความเร่งด่วน งานไหนควรจะต้องทำให้สำเร็จภายใน 4 เดือน พร้อมทั้งได้ให้กำลังใจว่าไม่ต้องทำในทุกเรื่องให้เสร็จเรียบร้อย เพียงแต่ใน 4 เดือนต้องมีอะไรที่เห็นผลเป็นรูปธรรมบ้าง
ส่วนการชี้แจงทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียกับประชาชนเกี่ยวกับ MOU ปี 2543 และ 2544 พล.อ.ณัฐพลระบุว่าต้องให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมก็ศึกษาอยู่