สีหศักดิ์ เปิดใจ ปมไทย-กัมพูชา ยันไทยยึดสันติวิธี ไม่ยอมโดนละเมิดอธิปไตย
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รมว.ต่างประเทศ เปิดใจ ปมไทย-กัมพูชา ยอมรับหนักใจตั้งแต่วันรับตำแหน่ง ยัน ไทยยึดสันติวิธีแต่ไม่ยอมให้ละเมิดอธิปไตย เผยปล่อยตัว 18 เชลยศึก เหตุเป็นมาตรการของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลั่น เราไม่อยากใช้วิธีการทางทหาร แต่กัมพูชาไม่จริงใจ อยากเอาใจสหรัฐ เลยทำทีให้คืบหน้า ซัด บ่ายเบี่ยงแทนที่จะแก้ไขวงทวิภาคี จี้หยุดบิดเบือน พร้อมรุกทางการทูตสร้างเอกภาพชาติ ปกป้องศักดิ์ศรีไทย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดใจกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา หลังมีการพูดคุยผ่านเวที 4 ฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชามีท่าทีไม่ทำตามข้อตกลง และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความระบุ กัมพูชาไม่ได้เห็นด้วยกับข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง (28 ก.ค. 68) และข้อตกลงสันติภาพ ที่จะลงนามในเร็ว ๆ นี้ ว่า ตนหนักใจตั้งแต่วันรับหน้าที่เพราะปัญหาไทย-กัมพูชามีความละเอียดอ่อน มีหลายมิติที่ต้องแก้ไขทั้งในแง่การทูตและการทหาร
ซึ่งมิติคือ สถานการณ์ชายแดน การปะทะระหว่างทหารสองฝ่าย ความสูญเสียที่เกิดกับพลเรือนของฝ่ายไทยและทุ่นระเบิด อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้มีการลดระดับความสัมพันธ์ ที่สำคัญคือเรื่องความรู้สึกของประชาชนคนไทย และฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดอธิปไตย เราต้องการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศไทย โดยการวางแนวนโยบายต้องคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้
“การเจรจาเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเป็นไปโดยสันติวิธี ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียหรือการปะทะทางการทหาร แต่การเจรจาฝ่ายเดียวไม่เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมากัมพูชาพยายามใช้วิธีบ่ายเบี่ยง เบี่ยงเบน แทนที่จะแก้ไขในระดับทวิภาคีตามกรอบที่มีอยู่แล้ว และสามารถติดต่อกันทางการทูต แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา ไม่แสดงความพร้อมที่จะเจรจา อยากจะไปทางยูเอ็นบ้าง หรือไอซีเจบ้าง”
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ท่าทีของฝ่ายไทยอาจยังขาดเอกภาพ เมื่อตอนเข้ามารับตำแหน่ง จึงย้ำเรื่องความเป็นเอกภาพของฝ่ายไทย เพื่อที่จะทำให้เรามีน้ำหนักมากขึ้น และเราก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นที่จะต้องชี้แจงให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าเราเป็นฝ่ายปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เราไม่ต้องการนำไปสู่การใช้วิธีการทางทหาร
แต่ฝ่ายกัมพูชาขาดความจริงใจ เบี่ยงเบนประเด็น เพื่อนำไปสู่เวทีระหว่างประเทศทั้งที่มีเวทีทวิภาคี จะเห็นได้ว่า ถ้อยแถลงของตนบนเวทียูเอ็น ชัดว่าใครนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และใครที่ตกเป็นเหยื่อ และคิดว่าประชาคมโลกเริ่มเข้าใจ ว่าต้นตอปัญหาคืออะไร
ส่วนการที่สหรัฐเสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลาง เพื่อต้องการสะท้อนภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพไปทั่วโลก แก้ไขความขัดแย้ง แต่ถ้าการเข้ามาของสหรัฐช่วยให้เกิดความคืบหน้าในการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในที่สุดสหรัฐไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการเจรจาเพราะเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา
โดยช่วงหลังฝ่ายกัมพูชาต้องการเอาใจสหรัฐจึงทำให้การเจรจาดูมีความคืบหน้า โดยเฉพาะที่ไทยยืนยัน 4 เงื่อนไข แต่ที่ผ่านมาการเจรจาตกลงกันใน 4 ประเด็นไม่ได้ ซึ่งการจะลงนามในเอกสารต้องมีความคืบหน้าในแผนงาน ให้เห็นในพื้นที่ด้วย ๆ
ทั้งนี้ ในการพูดคุย 4 ฝ่าย ได้เห็นควรว่าจะมีการลงนามในเอกสาร ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพราะฝ่ายไทยยังไม่มั่นใจเราต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริง และเราไม่ได้ทำเพื่อให้สหรัฐเป็นผู้นำมาซึ่งสันติภาพให้เขาได้ภาพ แต่ต้องการให้เห็นสันติภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างแท้จริงในฐานะเป็นเพื่อนบ้านกัน
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมอีกขั้น คือการประชุมจีบีซีในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขา หลังจากนั้นรัฐมนตรีกลาโหมทั้งสองประเทศจะมีการลงนามในสิ่งที่ได้พูดคุยกัน โดยสิ่งที่ต้องคุยให้บรรลุถึงข้อตกลงคือแผนงานใน 4 เงื่อนไข และไม่ใช่ว่าในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ จะต้องดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จตามที่ลงนามในเอกสารคำประกาศ แต่อย่างน้อยต้องเริ่มมีการดำเนินงานและมีตารางเวลา
สำหรับเรื่องละเอียดอ่อนคือการรุกล้ำอธิปไตยไทยกรณีบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ได้ตกลงกันว่าจะมาดูว่ามีการรุกล้ำกันจุดใดและที่ต้องมีการประชุมเจบีซี เพราะจะมาดูเฉพาะปัญหาตรงนี้ ต้องมาดูกันว่าการอ้างเส้นของกัมพูชาอยู่ตรงไหน และเส้นของประเทศไทยอยู่ตรงไหน โดยการแก้ไขปัญหาไม่อยากจะใช้ความรุนแรงเพราะจะเกิดความสูญเสีย และที่ตกลงกันคือต้องแก้ไขกันโดยสันติวิธี พร้อมให้ผู้ว่าฯทั้งสองฝ่ายจัดการปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง
ขณะที่ประเด็นการปล่อยเชลยศึกกัมพูชา 18 คน นายสีหศักดิ์กล่าวย้ำว่า ถือเป็นมาตรการของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเป็นการตัดสินใจของฝ่ายไทยในจังหวะที่เราคิดว่าเรามีความมั่นใจว่าฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยสามารถตกลงกันในเรื่องสำคัญและจะดำเนินการต่าง ๆ อย่างจริงจัง
เพราะในเอกสารระบุชัดเจนว่า เมื่อมีการปฏิบัติตามที่ได้คุยและดำเนินการ 4 เงื่อนไข ฝ่ายไทยจะปล่อยเชลยศึก 18 คน ดังนั้นการที่กัมพูชา ออกข่าวว่าไทยจะปล่อยเชลยศึกโดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันทีนั้นคงไม่ใช่ ซึ่งเราก็เข้าใจในความกังวลของเขาและเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรม แต่ขอให้ไทยมั่นใจก่อน ว่าฝ่ายกัมพูชาจะเริ่มดำเนินการในประเด็นสำคัญ
เมื่อถามว่าสังคมตั้งคำถามเมื่อกัมพูชาพูดคุยไม่รู้เรื่อง ไทยจำเป็นต้องคุยต่อหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราต้องดูว่านั่นเป็นแท็กติกของเขาหรือไม่ และถ้าเขาพร้อมเราก็คุย ดังนั้นการคุยไม่รู้เรื่องอาจเป็นวิธีการของเขาที่จะบ่ายเบี่ยง โดยท่าทีของไทยมีความหนักแน่นและมีความชอบธรรม คิดว่าในที่สุดเขาก็ต้องเห็นความสำคัญ
เมื่อถามว่า ยังมีคำถามเกิดขึ้นว่าไทยมักจะตามหลังกัมพูชาหนึ่งก้าวเสมอ โดยเฉพาะด้านการข่าวหรือการตอบโต้ นายสีหศักดิ์ยอมรับว่าใช่ เพราะความรู้สึกตั้งแต่ตนเข้ามารับหน้าที่มีถามว่าทำไมฝ่ายไทยถึงเป็นฝ่ายตั้งรับ เราไม่รุก แต่เขารุกแบบสะเปะสะปะ ถ้าเป็นมวยก็เป็นมวยที่ไม่มีชั้นเชิงเลย ถึงวันหนึ่ง คนที่ปล่อยแบบไม่มีชั้นเชิง ไม่คำนึงถึงกติกา ในขณะที่ไทยคำนึงถึงกติกา แต่ฝ่ายไทยก็ต้องทำอะไรให้เร็วขึ้น มีท่าทีที่ชัดเจน และจากที่เราเป็นฝ่ายตั้งรับตอนนี้เราเริ่มเป็นฝ่ายรุก ไม่ได้มาตามเขาตลอดเวลา
และมองว่าในการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ผ่านมา ไทยมีความพร้อมทั้งคณะฝ่ายทหาร เมื่อจะคุยอะไรกันก็ต้องกลับไปขอความเห็นชอบ เมื่อเรามาด้วยความพร้อมและมีท่าทีที่ชัดเจน มีเอกภาพจากที่เราเป็นฝ่ายตั้งรับ เราก็เป็นฝ่ายรุก ซึ่งเราต้องการหาข้อยุติที่จะเจรจาหาแนวทางและผลประโยชน์ร่วมกัน
ส่วนหากการประชุมเจบีซีที่จังหวัดจันทบุรี กัมพูชายังบิดพลิ้ว และไม่คุยในสองประเด็นหลักของไทย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ถ้าเขาพร้อมจะคุยก็เป็นการลดความตึงเครียดในการเผชิญหน้า และต้องมองในภาพรวม ซึ่งกรณีบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง ถ้าเขาพร้อมที่จะคุยและมาดูเส้นที่อ้าง ว่ารุกล้ำมาตรงไหน
“ที่ผ่านมาไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่าเส้นของเขาและเส้นของเราอยู่ในจุดที่ยืนยัน และการรุกล้ำเกิดขึ้นตรงไหน ต้องมาดูในหลักการว่าตรงไหนมีการรุกล้ำ จึงจะมาดูว่าการแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร ไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกัน”
เมื่อถามย้ำว่าคนในพื้นที่ รอให้ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกรณีบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้วและมีการขีดเส้นว่าภายในสิ้นเดือนตุลาคม ต้องนำชาวกัมพูชาที่รุกรานออกไปจากพื้นที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เพราะว่าตอนนั้นยังไม่มีความชัดเจน ผู้ว่าฯยื่นแผนไปทางกัมพูชายังไม่ได้ยื่นกลับมา ตรงนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาความคาดหวัง
ถ้าเราสามารถมีแนวทางที่ชัดเจน เราจะดำเนินการอย่างไรมาดูในหลักกฏหมายระหว่างประเทศ เมื่อดูกันชัดเจนจะแก้ไขอย่างไร มีแผนการอย่างไร ก่อนหน้านี้ไม่มีการตอบสนองของกัมพูชา แต่ตอนนี้ถ้ามาคุยกันและพร้อมยอมรับว่าเกิดการรุกล้ำจะมีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตนคิดว่าน่าจะตรงกับสิ่งที่คนในพื้นที่คาดหวัง
“ถ้าเรายึดมั่นในผลประโยชน์และอธิปไตยของเรา ดินแดนและศักดิ์ศรี ถ้าเราจะไปในแง่ของการขัดแย้งตลอดเวลา นำไปสู่ความรุนแรงก็จะเกิดความสูญเสีย ดังนั้นยังเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาโดยการเจรจาเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย สิ่งสำคัญคือการเจรจาต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ว่าเราคุยอะไร ทำอะไร ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสงสัยว่าเราไปตกลงอะไรกับกัมพูชาหรือไม่ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศเน้นสื่อสาร ให้ข้อมูลว่าเราไปทำอะไร ไปถึงไหน”
นายสีหศักดิ์ยังกล่าว ได้พูดคุยกับ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึง พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ว่าสิ่งที่ได้ไปประชุมมามีอะไรบ้าง ซึ่งก็จะทำให้การเดินหน้าของเราเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า การเจรจา เรายึดผลประโยชน์ของประเทศไทย เราไม่ไปเจรจาอะไรก็ตามที่จะทำให้ผลประโยชน์ของไทยและประเทศไทยได้รับผลกระทบสูญเสีย และเชื่อว่าการเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และเราต้องเจรจาในท่าทีที่เข้มแข็ง ถ้าเขาไม่เอากับเราก็เป็นการตัดสินใจของเขา ผมพูดเสมอว่าถึงจุดนี้มีอยู่สองทาง คือ ความขัดแย้งที่มากขึ้น ความรุนแรงและความสูญเสียจะเอาทางไหน อีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางที่เราเดิน หาทางแก้ไขโดยสันติวิธีเพื่อนำไปสู่สันติภาพการอยู่ร่วมกัน ถ้าเขาไม่เอาเส้นทางนี้ก็ต้องไปเอาอีกเส้นทาง เพราะการพูดก็จะไปไม่ได้ ก็จะเป็นเรื่องของการทหาร แต่ตอนนี้อยากให้การพูดเดินหน้าไปให้ได้