เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะลึก ‘NIA Venture’ กลไกรัฐถือหุ้น-ร่วมทุน ‘สตาร์ตอัพ’
Tech เจาะลึก ‘NIA Venture’ กลไกรัฐถือหุ้น-ร่วมทุน ‘สตาร์ตอัพ’
‘อภิสิทธิ์’ มองสอบทุจริต สถ. ควรใช้คนนอก หวั่นสาวไม่ถึงผู้มีอำนาจ
Politics ‘อภิสิทธิ์’ มองสอบทุจริต สถ. ควรใช้คนนอก หวั่นสาวไม่ถึงผู้มีอำนาจ
ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิต
Biz Movement ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิต
เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
Columns เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
“นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
Biz Movement “นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
ดูทั้งหมด

‘อนุทิน’ นับถอยหลังเลือกตั้ง ชงรื้อใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจ เอกชนลุ้นกระตุ้นระยะสั้น

22 พ.ย. 2568 | 07:12น.
อนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน” ชี้ประเทศไทยต้องปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ ขู่ยุบสภากลางเดือน ธ.ค.68 หาเสียงล่วงหน้า ชูจุดแข็งสาธารณสุข-ขยายอายุเกษียณ-ยกระดับทักษะแรงงานรับสังคมสูงวัย วางตำแหน่งไทยเป็นขั้วที่ 3 ถ่วงดุลมหาอำนาจ นักเศรษฐศาสตร์จี้ปีเลือกตั้งต้องแข่งนโยบายปฏิรูปการคลัง-การเงินจริงจัง ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม พรรคการเมืองเลิกแข่งแจกเงิน TDRI ชี้ต้องคุมนโยบายหาเสียงที่รับผิดชอบความเสี่ยงทางการคลัง ธุรกิจหวังรัฐบาลอยู่ครบเทอม หวั่น 3 เดือนนาทีทองช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจกลายเป็นสุญญากาศ ลุ้นรัฐบาลชุดใหม่แก้วิกฤตหนี้-ปัญหาปากท้องคู่แก้รัฐธรรมนูญ

อนุทินขู่ยุบสภา 12 ธ.ค.

ที่ รร.สยามเคมปินสกี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ Prachachat Outlook : Thailand 2026 หัวข้อ Change for the Future เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์การเมืองว่า อีกไม่นานก็ยุบสภาแล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ตอนนี้ตัวเลือกไม่เยอะ ขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดี มีความรู้ มีความกล้า และบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือ

“ปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้งเพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้ ผมก็บอกว่า 31 ม.ค. 69 จะยุบสภา แต่ถ้ารอไม่ไหวก็ไม่มีปัญหา จะให้ยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. 68 วันเปิดสภามาก็พร้อมยุบ แต่จะมีอะไรที่มันทำแล้วไม่เสร็จหลายอย่างท่านก็ต้องไปเบลมคนนั้น จะมาโทษผมไม่ได้ ถ้าบอกว่าให้อภิปรายแล้วให้โหวตต่อให้โหวตอภิปรายห่วยขนาดไหนก็แพ้ และต่อให้อภิปรายดีขนาดไหนหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้ เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยมันไม่ใช่วิน-วิน”

ไทยไม่ตกขบวน กลับสู่เรดาร์โลก

นายอนุทินกล่าวว่า ได้พบกับผู้นำหลายประเทศ รวมถึงภาคเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เห็นว่าเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้กล่าวว่า รู้สึกว่าประเทศไทยได้กลับมาในจอเรดาร์โลกอีกครั้ง คำว่า ภูมิรัฐศาสตร์ SDGs, New World Order, Inclusivity, Resilience, AI, Leave no One behind BCG, OECD คือโลกทั้งโลกยอมรับแล้วว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันแล้วพึ่งพาอาศัยกันได้ และให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข จะต้องอยู่ภายใต้กติกาเหล่านี้ สิ่งที่พูดมาทั้งหมด เราใช้กรอบนี้ในการเดินไปต่อที่โลกทั้งโลกกำหนดขึ้น เราไม่ได้ตกขบวน

นายอนุทินกล่าวว่า คำว่าอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ คือ เราต้องหาจุดแข็งของเราไปยืนบนเวทีโลก ให้เขาเห็นว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่าไปสู้ประเทศไทย เช่น เรื่อง Health Care เรื่องสุขภาพ เรื่อง Medical Tourism เรื่องที่ประเทศอื่นไม่มี คือ Care คือรายได้ นี่คือส่วนที่เรามีภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแรง รวมถึงเรื่องท่องเที่ยว พลังงานสะอาด

พันธมิตรโลกทั้งใบ ไม่ผูกขาด

นายอนุทินกล่าวว่า เราอยู่ในวงประชุมของโลก เราก็รู้วิธีที่จะเจรจากับพวกเขา ความจริงคือการต่อรอง ไม่ต่างจากที่เราต่อรองคู่ค้าของเรา ขึ้นอยู่กับเราจะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร โลกเราจึงอยู่ที่การประสานประโยชน์ ไม่มีคำว่า Winner Takes All ไม่มีคำว่า Zero Sum Game แต่ต้องใช้คำว่า Win-Win เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เป็นช่องทางที่เราต้องหารือกับประเทศคู่กรณีและเดินไปด้วยกัน เราก็จะเป็นพันธมิตรกับโลกทั้งใบโดยไม่ผูกขาด ต้องเป็น Friend ที่มี Benefit ด้วยกัน ผลประโยชน์ลงตัวตรงไหนก็จับมือกัน ตรงไหนไม่ลงตัวก็หาวิธี ถ้าหาไม่ได้ก็บอกว่าไปหาทางเลือกที่ดีกว่านี้ แยกกันไป หาคนที่พร้อมที่จะจับมือกับเรา ไม่มีทางตัน

เป็นขั้วที่ 3 ไม่อิงมหาอำนาจ

นายกรัฐมนตรียกตัวอย่างว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ไปลงนามแร่แรร์เอิร์ท ซึ่งเมืองไทยมีอยู่นิดเดียว แต่ทางสหรัฐต้องการโปรไฟล์ เขาให้ทำ MOU ร่วมกับเขา ไม่ได้อย่างที่คนพูดมากมายว่าเซ็นอย่างนี้แล้วทำให้ไม่ถูกบีบเรื่องการเจรจาภาษี แต่เขาคิดว่าเรื่องแร่แรร์เอิร์ทถ้ามาพัฒนาร่วมกับประเทศไทยได้ก็จะเป็นประโยชน์ เหมือนกับเก็บโปรไฟล์ก่อนว่า เขาได้ไปเซ็นสัญญากับหลายประเทศแล้ว

คนไม่รู้เรื่องก็โวยวายว่าไปให้สัมปทานกับสหรัฐ ไปยกผลประโยชน์แรร์เอิร์ทให้สหรัฐประเทศเดียว แต่ไม่ใช่เลย กระดาษนั้นเป็นเพียง MOU เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างน้อยมีประตูที่ทำให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกันได้ ไม่มีเลยว่าประเทศคู่สัญญาของเราจะต้องถึงแร่ธาตุเหล่านี้ก่อน ต้องให้เขาดำเนินการก่อน ให้สัมปทานขุดเจาะกับเขา ไม่มีแม้แต่นิดเดียว เรายังสามารถไปกับผู้คนหลายคนได้

“ตรงนี้เราต้องไม่โวยวาย เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องนิ่งให้เป็น ประเทศไทยเรายืนอยู่บนขาตัวเองได้ เราอย่าไปเชื่อว่าต้องเอนกับฝ่ายนี้จนเกินไป พอวันดีคืนดีเขาขยับตัวนิดเดียวเราก็ล้ม หรือถ้าเราพยายามจะบาลานซ์ตัวเองท่ามกลาง 2 ขั้ว แต่สุดท้าย 2 ขั้วอยู่ได้สบาย ไอ้คนเต้นตายก่อน สิ่งที่เราทำให้ได้คือ เป็นขั้วที่ 3 อยู่ให้ได้ หาจุดแข็งแรงที่สุดและดำเนินต่อไปให้ได้ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด”

กิโยตินกฎหมาย ใบอนุญาต

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจของเรากำลังเดินไปข้างหน้า ในเรื่องการค้าการลงทุนกำลังเผชิญปัญหาด้านขีดความสามารถ รวมถึงโครงสร้างประชากรที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งเราก็ต้องปรับเรื่องการเกษียณอายุราชการ ที่ต้องทำเป็นขั้นบันได ให้เข้ารูปเข้ารอย ไม่ต้องไปกังวล โดยรัฐบาลนี้มีเวลาแค่ 4 เดือนก็ต้องรู้ว่าตรงไหนที่สามารถเปลี่ยนได้ และมีมติได้ภายใน 4 เดือนก็ต้องทำ

เรามีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่รู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี หากอยู่ 4 เดือนก็สามารถทำได้ แต่หากอยู่ไม่ถึงก็ทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นทำต่อได้ โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ใด ๆ

ในการทำธุรกิจเคยทำภาคเอกชน เข้าใจภาคผู้ประกอบการดี เชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ามาเป็นรองนายกฯ เพื่อตัดกิโยตินกฎหมายที่ไม่สะดวก ไม่เข้าท่า ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รื้อสาธารณสุข-อัพสกิลประชากร

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลนี้พูดคำว่า Upskill และ Reskill ตลอด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดย่อมและทุกระดับมีการยกระดับตัวเอง และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และเศรษฐกิจเหล่านี้ก็จะเป็นโอกาสของเรา เพราะประเทศที่สามารถชนะในยุค AI ได้ คือประเทศที่สังคมเรียนรู้และปรับตัวได้มากที่สุด ซึ่งคือเป้าหมายในการดูแลสังคมของรัฐบาลชุดนี้

ประเทศไทยต้องทำ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การขยายอายุเกษียณราชการให้สอดคล้องกับความสามารถ 2.พัฒนาระบบสาธารณสุขที่สามารถรองรับการดูแลทั้งระยะยาวและผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรังและบริการเชิงรุก รวมไปถึงค่ารักษาฟรี 3.คือการยกระดับทักษะแรงงานสูงวัย ซึ่งตนมองว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุของไทย และผู้สูงอายุที่มาจากต่างชาติ

เลือกตั้งต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ในงานเดียวกันนี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างจริง ๆ ซึ่งมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แจกเงิน นโยบายเบี้ยคนชรา อาจจะไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป หากยังทำแต่ลักษณะนี้ต่อไป เศรษฐกิจก็จะแผ่วไปเรื่อย ๆ ดังนั้นพรรคการเมือง ต้องเสนอนโยบายหรือหาวิธีที่เป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ให้ประชาชนเลือก

ดร.พิพัฒน์เสนอว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้อง Reform นโยบายการคลัง-การเงิน ซึ่งในการเลือกตั้งคือ การหา Mandate เอาความคิดของมาตรการและนโยบายมานำเสนอ ว่าเราจะออกจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร เราอยากเห็นไทยเป็นเศรษฐกิจแห่งโอกาส ที่ทุกคนมีช่องทางเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคมได้”

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นจากการเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า คือ Narrative (เรื่องเล่า) ใหม่ ๆ ของประเทศไทย เพราะตอนนี้ประเทศไทยขาดความหวัง เพราะนโยบายประกาศไปแล้วต้นปี ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ปลายปีก็อาจจะเปลี่ยนไป เพราะเวลาทำจริง ๆ ต้องปรับไปตามสถานการณ์

“แต่ว่า Narrative มันควรจะตรงกัน ว่าสิ่งที่เราอยากเห็นคืออะไร เมืองไทยเป็นแบบไหน สมมุติเลือกตั้งรัฐบาลปีหน้า พอจบ 4 ปีข้างหน้า อยากเห็นเมืองไทยอยู่ที่ไหน Position เป็นอย่างไร ลักษณะเป็นอย่างไร แล้วค่อยมองย้อนกลับมา ว่านโยบายที่เราอยากจะทำ เพื่อพาไทยไปสู่ตรงนั้นใน 4 ปี หน้าตามันเป็นแบบไหนบ้าง”

อย่างเรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม สร้าง Good Job ก็ต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เข้ามาให้เกิดการสร้างงานที่ดี และต้องปรับคนให้เข้ากับอุตสาหกรรมด้วย คือทักษะต้องพร้อม ต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัย

“ผมไปอเมริกามา เห็นเลยว่าความสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการสร้าง S-curve ไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยชื่อดัง หรือมหาวิทยาลัยเล็ก หรือแม้แต่ในรัฐเล็ก ๆ ที่อุตสาหกรรมเคยย้ายหนี ทำไมเขากลับมาได้ เพราะเขาจับมือกัน ก็เลยมาคิดว่า ขนาดนั้นเขายังกลับมาได้ เราก็ต้องกลับมาได้สิ”

ต้องคำนึงความเสี่ยงการคลัง

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้ง หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ซึ่งไทยต้องแสดงให้เห็นว่า การใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผลและรับผิดชอบ ระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าทุกพรรคแข่งขันลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้ การหาเสียงต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอาเซียน เปิดเผยว่า รัฐบาลนายอนุทิน มีเวลา 4 เดือนในการทำงาน ทำได้เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นผลในระยะสั้นเท่านั้น ไม่มีผลต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหา เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ภาคการผลิตมีศักยภาพการแข่งขันที่ลดลง แรงงานไทยมีศักยภาพที่ลดลงไม่สอดคล้องกับเทรนด์ของโลก ก่อนยุบสภารัฐบาลควรเร่งเดินหน้าแผนเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส”

เอกชนยังลุ้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ควรเร่งดำเนินการ 3 ระยะสำคัญ คือ ในระยะสั้นดูแลการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ระยะกลาง คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกและปลายปี 2569 ในระยะยาว คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

หวังรัฐบาลอยู่ครบเทอม

ด้านนางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากรัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระในเดือนมกราคม จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการทีมเศรษฐกิจที่มีอำนาจเต็มในการทำงานเชิงรุก

ตรงกันข้ามหากตัดสินใจยุบสภาในขณะนี้ อาจทำให้ประเทศต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศนานถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องการความเชื่อมั่นและการแก้ไขปัญหาที่ต่อเนื่อง เพราะแม้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 จะช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน 50-60 ล้านบาท/เดือน และประคองกำลังซื้อไปได้อีก 2 เดือน แต่ก็เป็นเพียงการฉีดยาสเตียรอยด์ระงับอาการชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ

แนะแก้ ศก.-น้ำท่วม-ชายแดน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ 3-4 เดือนนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, น้ำท่วม และชายแดน ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากส่งผลต่อปากท้องและความเชื่อมั่นของประชาชน-ภาคธุรกิจ

ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ ควรมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างวิกฤตในภาคอสังหาฯ, หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบจะกลายเป็นแผลเรื้อรังทางเศรษฐกิจต่อไปอีกหลายปี เช่นเดียวกับภาคการส่งออกที่ต้องเร่งแก้ไข ด้วยสถานะรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มซึ่งอาจสามารถเจรจาหรือผลักดันนโยบายต่าง ๆ ด้านการผลิต-ส่งออกได้ดีกว่า

ทั้งนี้ เพราะแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องดีในระยะยาว แต่ภาคเอกชนต้องการความมั่นใจว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน มากกว่าการเล่นเกมการเมือง

หวังคุมสินค้าจีน-ปลุกท่องเที่ยว

ไปในทิศทางเดียวกับ นายปรมินทร์ จาวลา ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคช่วงต้นปี’69 น่าจะยังเหนื่อย พอ ๆ กับช่วงปลายปี’68 เนื่องจากแม้โครงการคนละครึ่งจะช่วยในช่วงปลายปีได้เยอะ หลังตลาดเทรดิชั่นนอลเทรดซบเซาเกือบตลอดปี แต่ปี’69 ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น สัญญาณในตลาดการเงินโลก, ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น, สถานการณ์สงครามในหลายพื้นที่, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมไปถึงการบุกเข้ามาของสินค้าแบรนด์จีนในวงการต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว

ส่วนปัจจัยอาจส่งผลบวกได้ คือ การเลือกตั้ง และรัฐบาลใหม่ที่อาจมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะด้านการส่งออก-นำเข้าที่ต้องคุมการรุกตลาดของแบรนด์จีน และการท่องเที่ยว ซึ่งหากรัฐบาลสามารถใช้พลิกสถานการณ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น เป็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาได้

เชื่อรัฐบาลใหม่มีแผนระยะยาว

นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อจำกัดด้านระยะเวลาอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถมีมาตรการเศรษฐกิจระยะยาวได้ แต่เชื่อว่าหากมาตรการระยะสั้นที่กำลังดำเนินอยู่ได้ผลดี จะทำให้หลังการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาวออกมา

ส่วนสถานการณ์ในอุตฯโฆษณาปี’69 นั้นไม่น่าจะแย่กว่าปี’68 เนื่องจากมีปัจจัยบวกที่คาดหวังได้ เช่น การเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของบรรดาแบรนด์สินค้าที่เริ่มเปลี่ยนจากการทำแคมเปญส่งเสริมการขายระยะสั้น เช่น ลดราคาเพื่อสร้างยอดขาย เป็นการสร้างแบรนด์ ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันการแข่งขันราคากับคู่แข่งต่างชาติที่กำลังรุกเข้ามาด้วยจุดขายด้านราคา รวมถึงสร้างความคึกคักให้กับอุตฯโฆษณาด้วยเช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อนุทิน ชาญวีรกูล