นักวิชาการส่องโพลมติชน-เดลินิวส์ ‘สติธร‘ ฟันธง ปชน. ได้เขตลดฮวบ แต่ยังครองใจคนเมือง ชี้ สนาม กทม.แข่งกับ พท.เดือด ฟันธง ภท.ส้มหล่น ผนึกบ้านใหญ่กวาด 158 ส.ส. ‘ปุรวิชญ์‘ แทงสวน เชื่อส้มยังแรงแตะ 160 นํ้าเงินตามติดที่ 2 ยก อ.เชน กอบกู้กระแสสีแดง อาจได้ไม่ตํ่าร้อย
นายสติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ผลโพลมติชน-เดลินิวส์ ว่า หากผลโพลออกมาเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่า พรรค ปชน.ยังนำพรรค พท. แต่ก็สะท้อนว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรค พท.ก็ยังชิงพื้นที่จากพรรค ปชน.ได้ เพราะในคะแนนโพลเรื่อง ส.ส.เขต ทั้ง 2 พรรคยังเบียดกันอยู่ ซึ่งตรงกับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ตนเคยได้รับว่า พรรค ปชน.จะไม่สามารถรักษาพื้นที่กรุงเทพฯไว้ได้ทั้ง 32 เขต
นายสติธรกล่าวว่า ส่วนการสะท้อนพื้นที่ภูมิภาคอื่นนั้น เนื่องจากผลโพลนี้สะท้อนภาพคนเมืองที่เป็น Active Citizen ที่อาศัยอยู่ในเมือง จึงสะท้อนได้ว่า พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นเขตเมืองหรือเขตอุตสาหกรรม เช่น จ.สมุทรปราการ พรรค ปชน.ยังมีความอุ่นใจ
“แต่หากเป็นเขตรอบนอกที่บ้านใหญ่ยังมีอิทธิพล ก็ยังเสียวหน่อย และผมเชื่อว่า ในการเลือกตั้งรอบนี้ คนจะพิจารณาผู้สมัคร สส.เขตมากขึ้น ไม่เหมือนครั้งก่อนที่คนจะเลือกทั้งพรรคและตัวผู้สมัคร มีความเป็นไปได้ว่า จากคนที่เลือกพรรค ปชน. 2 ใบ รอบนี้อาจจะเลือกใบเดียว ทั้งนี้ ผมคาดการณ์ว่าพรรค ปชน.จะได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 45 คน” นายสติธรกล่าว

นอกจากนี้ นายสติธรกล่าวว่า วิเคราะห์ตัวเลขผลการเลือกตั้ง ในส่วนของพรรค ปชน.ยังเชื่อว่า จำนวน สส.เขตจะลดลงจาก 112 คน เหลือ 90 คน หากบวกกับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ คาดว่าจะได้ สส.รวมกัน 135 คน
ส่วนพรรค ภท. หากดูจากผลโพล ประเมินว่าจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 18 คน ส่วน สส.เขตนั้น หากประเมินจากพื้นที่ต่างจังหวัด และการที่คะแนนของพรรค ปชน.ตัดกับคะแนนของพรรค พท. คาดว่าพรรค ภท.จะได้ สส.เขต 140 คน รวมเป็น 158 คน
“ส่วนพรรค พท. ประเมินว่า จะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 22 คน ส่วน สส.เขตนั้น ที่เคยได้ ก็อาจจะยังรักษาไว้ได้อยู่ ซึ่งประเมินว่าเสียให้พรรคคู่แข่งไป 20 คน จึงคาดว่าจะได้ สส.เขต 92 คน รวมแล้วจะได้ สส.ทั้งหมด 114 คน” นายสติธรกล่าว
ด้าน นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ผลโพลคงไม่ได้บอกทั้งหมด แต่อาจจะเบี่ยงเบนไปพอสมควร แต่ก็อนุมานได้ว่า ในบรรดาคนที่ติดตามการเมือง มีความคิดเห็นประมานนี้ แต่คงไม่ได้บ่งชี้ผลที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตอบโพล

นายปุรวิชญ์กล่าวว่า จากผลโพล คงยังไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครจะแพ้หรือชนะ เพราะคะแนนยังเฉือนกันไม่มาก แต่ถ้าในสนามกรุงเทพฯ พรรค ปชน.กับ พรรค พท.น่าจะหํ้าหั่นกันพอสมควร
“หากดูจากโพล การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงการตัดคะแนนที่ยังไม่เยอะ ผมมองว่าในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แม้จะเป็น 2 สัปดาห์สุดท้าย ก็ยังมีโอกาส 50 ต่อ 50 ที่ยังพลิกได้ นอกจากนี้ ผลโพลยังสะท้อนการโหวต สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อแบบแยกกัน เช่น อาจมีหลายพื้นที่ที่เลือกพรรคเดิม แต่ไม่เลือก สส.เขตคนเดิม โดยเฉพาะของพรรค ปชน. ซึ่งที่ผ่านมา ผลงานส่วนใหญ่เป็นของ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ผลงานของ สส.เขตหลายคนยังไม่เข้าตา อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าพรรค ปชน.ยังมีโอกาสได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 40 คน” นายปรุวิชญ์กล่าว
นายปุรวิชญ์กล่าวอีกว่า ในส่วนพรรค พท. แม้ผลโพลจะตามหลัง แต่หากดูจากข้อมูลและกระแส สำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็ยังถือว่าใช้ได้ ซึ่งถึงแม้ว่าผลโพลรอบนี้ คะแนนนิยมพรรคจะไม่ได้มากเท่าพรรค ปชน. แต่ยังมองว่าความนิยมของนายยศชนันจะสามารถช่วยดึงคะแนนการเลือกตั้ง สส.เขตได้ ส่วนจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ คาดว่าพรรค พท.น่าจะได้มากกว่า 20 คน
“วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ผมขอแทงสวน ดร.สติธร เพราะผมยังให้พรรค ปชน.ยังได้ สส.ทั้งหมด 150-160 คน ส่วนพรรค ภท. ผมคาดว่าจะได้ สส.ทั้งหมด 120-140 คน เพราะผมไม่เชื่อว่าตัวตึงของพรรค ภท.จะเข้าวินหมด ส่วนพรรค พท.ผมประเมินว่าจะได้ 90-110 คน” นายปุรวิชญ์กล่าว
ผลโพลของมติชน-เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการทำโพลมติชน-เดลินิวส์ สำรวจความคิดเห็นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. โดยทำการสำรวจผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อทั้ง 2 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา
สรุปผลโหวตจากจำนวน 28,002 โหวต
พบว่า บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 35.2%
อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 32%
อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 5.4%
อันดับ 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.5%
อันดับ 5 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 3.8%
อันดับ 6 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 3.5%
อันดับ 7 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ 2.5%
อันดับ 8 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 2.4%
ส่วนยังไม่ตัดสินใจ 2.4% และอื่น ๆ 8.4%
เมื่อถามว่าจะเลือก สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด พบว่า
อันดับ 1 เลือก ส.ส.พรรคประชาชน 41.1%
อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 28%
อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 7.2%
อันดับ 4 พรรคไทยสร้างไทย 5.3%
อันดับ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ 4.6%
อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 3.8%
อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5%
อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.6%
ยังไม่ตัดสินใจ 1.7% และอื่น ๆ 4.1%
สำหรับปัจจัยที่เลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น พบว่า อันดับ 1 เลือกเพราะนโยบายพรรค 55.9% อันดับ 2 เลือกเพราะชื่นชอบแคนดิเดตนายกฯของพรรค 19.4% อันดับ 3 เลือกเพราะเชื่อมั่นหัวหน้าพรรค 17.3% พึงพอใจคุณสมบัติผู้สมัคร 5.4% และอื่น ๆ 2%
ประชาชนคว้าเขตสูงสุด
เมื่อถามว่าจะเลือก สส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด พบว่า
อันดับ 1 พรรคประชาชน 37.9%
อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 35.8%
อันดับ 3 พรรคไทยสร้างไทย 5.3%
อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 4.7%
อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ 3.5%
อันดับ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ 2.6%
อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5%
อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.5%
ยังไม่ตัดสินใจ 2.6% และอื่น ๆ 4%
ส่วนปัจจัยที่ทำให้เลือก สส.ระบบเขต พบว่า อันดับ 1 ชอบนโยบายพรรคการเมือง 52.3% อันดับ 2 พึงพอใจคุณสมบัติผู้สมัคร 17.6% อันดับ 3 เชื่อมั่นหัวหน้าพรรค 15.4% อันดับ 4 ชื่นชอบแคนดิเดตนายกฯของพรรค 13% และอื่น ๆ 1.8%
ไปลงประชามติสูง-เห็นชอบแก้ รธน.
เมื่อถามว่าให้น้ำหนักกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาด้านใดมากที่สุด พบว่า
อันดับ 1 นโยบายด้านเศรษฐกิจ 58.4%
อันดับ 2 นโยบายด้านปราบทุจริต สแกมเมอร์ ทุนเทา 31.6%
อันดับ 3 นโยบายด้านความมั่นคง แก้ปัญหาชายแดน 6.6% และอื่น ๆ 3.4%
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามว่าจะไปลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไม่ พบว่า 96.4% ตอบว่าไป และตอบว่าไม่ไป 3.6%
เมื่อถามว่าจะเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พบว่า อันดับ 1 เห็นชอบ 83.2% อันดับ 2 ไม่เห็นชอบ 10.6% และไม่แสดงความคิดเห็น 6.2%