Skip to content

เลือกตั้งใหญ่ กับต้นทุนอนาคตของคนรุ่นใหม่

05 ก.พ. 2569 | 08:50น.
เลือกตั้งใหญ่ กับต้นทุนอนาคตของคนรุ่นใหม่
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : สุวัฑ แซงลาด

คอลัมน์ชั้น 5 ในประชาชาติธุรกิจ เปลี่ยนมือผู้เขียนมาแล้วหลายยุค หลายรุ่น และบทความชิ้นนี้คือหนึ่งในพลวัตของการเปลี่ยนผ่านนั้น

ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของผู้เขียน

แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่อีกครั้ง

ซึ่งยังหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งไปยังรัฐบาลหนึ่ง

การเลือกตั้ง มักถูกอธิบายว่าเป็นการตัดสินใจทางการเมือง

แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นี่คือการตัดสินใจเรื่อง ็ต้นทุนชีวิติ ที่จะต้องแบกรับไปอีกนาน

New Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก อาจไม่ได้ติดตามการเมืองทุกวัน แต่พวกเขารับรู้แรงกดดันทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ค่าเช่าบ้านที่ขยับขึ้นเร็วกว่ารายได้ งานที่ไม่มั่นคง หนี้การศึกษาที่ยังไม่จบ ไปจนถึงคำถามง่าย ๆ ว่า พวกเขาจะสร้างอนาคตในประเทศนี้ได้อย่างไร

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ และการตัดสินใจทางการเมืองที่สั่งสมต่อเนื่องมาหลายยุค

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล

แต่คือคำถามว่า ประเทศนี้กำลัง “ลงทุนกับอนาคต” แบบไหน และลงทุนกับใคร

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยคุ้นเคยกับนโยบายที่เห็นผลเร็ว สื่อสารง่าย และสร้างความนิยมในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายจำนวนไม่น้อยกลับทิ้งภาระระยะยาวไว้ให้คนรุ่นหลัง ทั้งหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น งบประมาณที่ถูกล็อกไว้กับรายจ่ายประจำ หรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก

สำหรับคนรุ่นใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการใช้สิทธิ

มันคือการเลือกทิศทางว่า ประเทศจะสร้างโอกาสใหม่ หรือจะส่งต่อภาระเดิมต่อไป

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า นโยบายใดให้มากกว่า

แต่คือ นโยบายใดสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

นโยบายใดลงทุนกับ ศักยภาพของคน มากกว่าการประคองสถานการณ์ชั่วคราว

การลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน การเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจใหม่และนวัตกรรม รวมถึงการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ล้วนเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผลในทันที แต่เป็นรากฐานที่ประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในทางตรงกันข้าม หากการเมืองยังคงแข่งขันกันด้วยนโยบายที่เพิ่มภาระทางการคลังโดยไม่สร้างผลิตภาพใหม่ คำถามคือ ใครจะเป็นคนจ่ายต้นทุนในระยะยาว และคำตอบก็มักจะย้อนกลับมาที่คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่

เสียงหนึ่งเสียงในคูหา อาจดูเล็กน้อย

แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เสียงนั้นคือการให้อำนาจตัดสินใจว่า ทรัพยากรของประเทศจะถูกใช้เพื่อสร้างอนาคต หรือเพียงเพื่อประคองปัจจุบัน

สำหรับ New Voter การไปใช้สิทธิอาจเป็นก้าวแรก

แต่การตั้งคำถามกับนโยบายและผู้สมัคร คือก้าวที่สำคัญไม่แพ้กัน

นโยบายนี้สร้างงานที่ยั่งยืนหรือไม่

ประเทศนี้เตรียมแรงงานสำหรับเศรษฐกิจใหม่อย่างไร

และระบบเศรษฐกิจไทยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่แข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ในวันที่คอลัมน์นี้เปลี่ยนผ่านผู้เขียน

ประเทศเองก็กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน

ระหว่างการเดินตามเส้นทางเดิม กับการตัดสินใจลงทุนกับอนาคตอย่างจริงจัง

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องแบกความคาดหวัง

จากคนรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่ ที่อาจเห็นต่าง แต่ต้องเดินไปพร้อมกัน

เพราะการเมืองอาจเปลี่ยนได้ทุกสี่ปี

แต่ต้นทุนชีวิตของคนรุ่นใหม่

หากเลือกผิดในวันนี้

อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการจ่ายคืน