เลือกตั้ง 2569 ไม่ไปลงประชามติมีผลอย่างไร เสียสิทธิการเมืองอะไรบ้าง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิได้ถึงวันไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากยังมีข้อสงสัยว่า หากไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติจะมีผลอย่างไร และจำเป็นต้องแจ้งเหตุหรือไม่
สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น เป็นการเลือกตั้งเฉพาะ ส.ส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ไม่รวมการออกเสียงประชามติ ผู้ที่ประสงค์จะลงประชามติจึงต้องไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามหน่วยเลือกตั้งของตนเอง หรือสถานที่ที่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตไว้
การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
การออกเสียงประชามติในครั้งนี้เป็นการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยผู้มีสิทธิจะทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่องเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งแม้จะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. แต่ถือเป็นกระบวนการแยกต่างหาก หากประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. แต่ไม่ลงประชามติ จะถือว่าไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ และเข้าข่ายต้องแจ้งเหตุเช่นเดียวกัน
ไม่ไปลงประชามติ ต้องแจ้งเหตุอย่างไร
กรณีที่ผู้มีสิทธิไม่สามารถไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติได้ กฎหมายกำหนดให้ต้องแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยสามารถแจ้งล่วงหน้าก่อนวันออกเสียง ระหว่างวันที่ 14 มกราคม ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2569 หรือแจ้งภายหลังวันออกเสียง ระหว่างวันที่ 9 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่แจ้งเหตุโดยชอบด้วยกฎหมาย
การแจ้งเหตุสามารถดำเนินการได้ทั้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เว็บไซต์กรมการปกครอง รวมถึงแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ Smart Vote นอกจากนี้ ยังสามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยต้องใช้แบบฟอร์ม อ.ส. 2/2 หรือทำเป็นหนังสือ ระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และเหตุผลที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงได้
ไม่ไปลงประชามติและไม่แจ้งเหตุ เสียสิทธิอะไรบ้าง
สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่ไม่ไปใช้สิทธิและไม่แจ้งเหตุ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันออกเสียง โดยจะไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกวุฒิสภาได้ รวมถึงไม่สามารถสมัครรับเลือกเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ไม่สามารถเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามที่กฎหมายกำหนด และไม่สามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตลอดจนตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ และตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
ทั้งนี้ หากในการออกเสียงครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิยังไม่ไปใช้สิทธิอีก การนับระยะเวลาการจำกัดสิทธิจะเริ่มใหม่ทันที โดยระยะเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนจะสิ้นสุดลง
กกต. แนะตรวจสอบสิทธิและวางแผนล่วงหน้า
กกต. ขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง หน่วยเลือกตั้ง และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติได้ครบถ้วน เนื่องจากเป็นกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อทิศทางการเมืองและกติกาสูงสุดของประเทศในระยะยาว