‘พระปกเกล้าโพล’ ชี้ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ทำงานทันที แก้ปัญหาเศรษฐกิจ 38.0%
‘พระปกเกล้าโพล’ ชี้ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ทำงานทันที แก้ปัญหาเศรษฐกิจ 38.0% แก้คอร์รัปชั่นสูงถึง 52.7% ขณะนี้ Gen Z ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้เรื่องลดรายจ่ายค่าครองชีพ ส่วน Gen Y และ Gen Baby Boomer ต้องการให้แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังสูงที่สุด เพราะเป็นรากของปัญหา
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการสํารวจ เรื่อง “ประเด็นเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลังเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 ได้ทําการสํารวจระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-2 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้
1.ความคาดหวังหลังเลือกตั้งแก้เศรษฐกิจนําตามด้วยแก้ปัญหาสังคมและการเมือง สิ่งแรกที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลังเลือกตั้ง พบว่าภาพรวมต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด 38.0% รองลงมา คือ แก้ปัญหาสังคม 32.3% และปัญหาการเมือง 29.7% โดยภาพรวมประชาชนอยากเห็นรัฐบาลใหม่เริ่มงานทันทีในเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวัน เมื่อถามเชิงภาพใหญ่ จึงเน้นไปประเด็นที่กระทบความเป็นอยู่ก่อน ในขณะที่เรื่องสังคมและการเมืองก็มีความสําคัญ ที่ต้องการให้แก้ไขไม่แพ้กัน
2.ภาพรวมด้านการเมือง “แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง” นําแบบทิ้งห่าง ด้านเศรษฐกิจ หวังลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงสุด ส่วนด้านสังคมเน้นแก้ปัญหายาเสพติด
โดยด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่ายค่าครองชีพ 47.8% รองลงมา คือ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 25.6% กระตุ้นเศรษฐกิจ 20.8% และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ 5.8% ด้านสังคม แก้ปัญหายาเสพติด 33.6% รองลงมา คือ ธุรกิจผิดกฎหมาย/สแกมเมอร์ 29.4% เพิ่มสวัสดิการแก่คนทุกวัย 24.5% และปัญหาสิ่งแวดล้อม 12.5%
ขณะที่ด้านการเมือง แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง 52.7% รองลงมา คือ แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย 17.8% แก้ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 17.4% และลดความขัดแย้งทางการเมือง 12.0% ซึ่งสะท้อนว่า หลังเลือกตั้งคนไม่ได้อยากได้แค่รัฐบาลใหม่ แต่ต้องการ “มาตรฐานใหม่” ของการใช้อํานาจรัฐ คอร์รัปชั่นเป็นปัญหารากฐานในสายตาประชาชน ถ้าไม่จัดการคอร์รัปชั่น ความหวังเรื่องอื่นจะไม่เกิด
ในขณะที่เกือบครึ่งอยากให้รัฐลดรายจ่ายเป็นงานด่วน สังคมอยู่ในภาวะ “ค่าใช้จ่ายนํารายได้” ทําให้ความหวังต่อรัฐบาลใหม่ถูกวางไว้ที่การลดภาระทันที ไม่ใช่คําสัญญาเชิงภาพใหญ่ เช่นเดียวกับการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาด่วนสุดในด้านสังคมที่โยงไปหลายปัญหาในชุมชน ทั้งความไม่ปลอดภัย อาชญากรรม และความรุนแรง สะท้อน “ความกังวลต่อความเสี่ยง” มากกว่าการพัฒนาเชิงคุณภาพชีวิตระยะยาว
3.”ความต่างของช่วงวัย” ส่วนใหญ่เลือก “แก้คอร์รัปชั่น” ก่อน แต่ Gen Z เลือก “ลดรายจ่ายค่าครองชีพ” เร่งด่วนสุด ส่วน “ความต่างเชิงพื้นที่”-ส่วนใหญ่มอง “แก้คอร์รัปชั่น” เร่งด่วน ส่วน “กรุงเทพฯ และภาคกลาง” เน้นลดรายจ่ายค่าครองชีพ Gen Y (28-43 ปี), Gen X (44-59 ปี) และ Gen Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังสูงที่สุด ในขณะที่ Gen Z อายุ 18-27 ปี ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้เรื่องลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงที่สุด
ขณะที่ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ต้องการให้รัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังสูงที่สุด ส่วนกรุงเทพฯ และภาคกลางต้องการให้รัฐบาลใหม่ แก้เรื่องลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงที่สุด
สะท้อนภาพของ Gen Z ที่รับแรงกดดันด้านต้นทุนชีวิต ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่ ค่าอุปกรณ์การเรียน ทํางาน รายได้เริ่มต้น จึงเน้นเรื่องตอบโจทย์ที่กระทบตรงหน้า ส่วนคนรุ่นทํางาน-สูงวัย มองคอร์รัปชั่นเป็น “รากของปัญหา” ที่ทําให้ระบบไม่เป็นธรรม และทําให้ค่าครองชีพ การบริการรัฐ ไม่ดีขึ้น
เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคสะท้อนว่าหลายภาคมองคอร์รัปชั่นไม่ได้เป็นประเด็นนามธรรม แต่ถูกเชื่อมตรงกับปัญหาด้านอื่น ๆ ส่วนต่างจังหวัดมักรับรู้ความเหลื่อมล้ำเชิงอํานาจ โอกาสผ่านประสบการณ์จริง เช่น การเข้าถึงงานรัฐ โครงการช่วยเหลือ การบังคับใช้กฎหมาย ความคาดหวัง จึงเทไปที่การ “อุดรอยรั่ว ของระบบก่อน” ส่วนกรุงเทพฯ และภาคกลาง กําลังส่งสัญญาณว่าขอให้รัฐบาลเริ่มจากเรื่องที่ทําให้ชีวิตเบาลงทันที เพราะถูกบีบด้วยต้นทุนชีวิตเมือง
นายอิสระระบุว่า ผลสํารวจชี้ว่าหลังเลือกตั้งประชาชนคาดหวัง “รัฐบาลใหม่ที่เริ่มงานทันที” โดยเมื่อมองภาพใหญ่ ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวันโดยตรง ขณะเดียวกันเมื่อเจาะรายประเด็นพบว่าประชาชนต้องการให้แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังนําแบบทิ้งห่าง สะท้อนความรู้สึกว่าหากระบบยังรั่วไหล นโยบายอื่นก็ไม่ถึงประชาชน อีกทั้งยังเห็นความต่างเชิงรุ่น และเชิงพื้นที่ที่รัฐบาลต้อง “สื่อสารและออกแบบมาตรการให้ตรงโจทย์”
สรุปแล้วรัฐบาลใหม่ควรเดิน “สองรางคู่ขนาน” คือ ทํามาตรการปากท้องที่เห็นผลเร็วควบคู่กับยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสให้เป็นรูปธรรม เพราะเป็นเงื่อนไขสําคัญของความไว้วางใจและการทําให้นโยบายอื่นให้ถึงประชาชนได้จริง