เปิด 5 ข้อเสนอ กกร. ชงรัฐแก้ กม.ลำดับรอง ปลดล็อกเอื้อภาคธุรกิจ
กกร.ชงรัฐแก้ กม.ลำดับรอง เป็นอุปสรรคภาคธุรกิจ มุ่งเน้น 5 ด้าน แก้ข้อจำกัดผังเมืองเอื้อตั้งโรงงานสินค้าเกษตรสีเขียว สกัดสินค้าด้อยคุณภาพทะลัก คุมเข้มนอมินีทุนเทา
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
ในการหารือ นายปกรณ์ ได้ให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณกฎหมายไทย ที่ไม่ได้มีจำนวนถึง 100,000 ฉบับ อย่างที่มีความเข้าใจผิดกัน แต่มีพระราชบัญญัติกับกฎกระทรวงอยู่ 7,615 ฉบับเท่านั้น แต่ว่ากฎกระทรวงแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามไว้หลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องมีความซ้ำซ้อนกัน สร้างภาระและต้นทุนแก่ประชาชน
ดังนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบ ด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมเครือข่าย ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรม
หรือข้อเสนอของกลุ่มค้าปลีก ที่ได้เสนอให้ลดภาระการแจ้งข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ละเอียดเกินความจำเป็น การปรับเกณฑ์ตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสม หรือกลุ่มธุรกิจ Wellness เสนอให้มีการใช้นวัตกรรมและเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูงได้คล่องขึ้น รวมถึงให้สถานพยาบาลใกล้กันใช้เครื่องมือร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน
ในด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ภาคเอกชนเสนอให้แก้ข้อจำกัดผังเมืองเพื่อให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่สีเขียวใกล้แหล่งวัตถุดิบได้ เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อนและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
ส่วนภาคอุตสาหกรรม เสนอให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาขายให้แก่ผู้บริโภคไทย และเอาเปรียบผู้ผลิตไทยซึ่งผลิตสินค้าได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
ทางด้านสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เป็น Trusted Source เพื่อใช้ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และข้อมูลตัวตนของลูกค้าหลายประเภทที่ปัจจุบันยังตรวจสอบได้จำกัด รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ ได้วางกรอบทำงานเร่งด่วน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานย่อยร่วมระหว่างภาครัฐกับ กกร. เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่มีผลกระทบสูงและแก้ไขได้เร็วเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลาง จากนั้นสรุปเป็นชุดกฎหมายลำดับรองที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขต่อไป
ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่เพียงรับเรื่องแล้วปล่อยให้เงียบหาย โดยมีเครื่องมือสำคัญคือการใช้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ เป็นกลไกเร่งรัด ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และปรับภาครัฐจากระบบควบคุมไปสู่ระบบอำนวยความสะดวก ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจปัจจุบัน
นอกจากการแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาปัจจุบันแล้ว ในระยะต่อไป นายปกรณ์ ยังเตรียมเชิญภาคเอกชนร่วมหารืออีกครั้งเพื่อมองเรื่องอนาคตประเทศ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เพียงตามแก้ปัญหา
ที่สะสมมานาน แต่รัฐบาลกับเอกชนจะร่วมกันออกแบบกฎหมาย ระบบข้อมูล และโครงสร้างภาครัฐให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
“รองนายกฯปกรณ์ย้ำกับเอกชนระหว่างการหารือว่ารัฐบาลโดยดำริของนายกรัฐมนตรี(นายอนุทินชาญวีรกูล) ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริงภายใน2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ครม. และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่องทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต” น.ส.รัชดากล่าว