เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

UAE-อิหร่าน เปิดหน้าหารือตรงลดตึงเครียด ครั้งแรกนับแต่สงครามปะทุ

12 มิ.ย. 2569 | 15:20น.

เจ้าหน้าที่ระดับสูง UAE และอิหร่าน จัดประชุมแบบพบหน้ากันครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การลดความตึงเครียดและความเสียหายทางเศรษฐกิจ เป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าในการเปลี่ยนท่าทีของ UAE ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นประเทศอาหรับที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านมากที่สุดและโดนโจมตีมากที่สุด

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอิหร่าน ได้จัดการประชุมหารือแบบพบหน้ากันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มทำสงครามกับอิหร่าน

แหล่งข่าวกล่าวว่า การประชุมในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย และเกิดขึ้นท่ามกลางความตระหนักที่เพิ่มมากขึ้น เกี่ยวกับความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ประธานาธิบดีชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ผู้นำ UAE ต้องการผลักดันเป้าหมายทางเศรษฐกิจของตนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ ก็มีความสำคัญต่ออิหร่านเช่นกัน เนื่องจาก UAE เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น อีกทั้งเป็นช่องทางหลักในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร

แหล่งข่าวระบุว่า การติดต่อกันครั้งล่าสุดนี้ เกิดจาก UAE ต้องการสร้างความปรองดองกับอิหร่านซึ่งปกครองด้วยระบอบการปกครองที่ตนมองว่าเป็นศัตรู แต่ก็ตระหนักดีว่าไม่สามารถโค่นล้มได้

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. อิหร่านโจมตี UAE มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเป็นขีปนาวุธและโดรนเกือบ 3,000 ลูก แม้ส่วนใหญ่จะถูกสกัดกั้นสำเร็จด้วยระบบป้องกันขั้นสูงที่ได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตร แต่ก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน และสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงงานน้ำมันและก๊าซ ท่าเรือ และโรงแรม ได้รับความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ UAE มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านที่สุดในบรรดาประเทศอาหรับอื่นๆ โดยประธานาธิบดี UAE มองว่า การโจมตีของอิหร่านเป็นการก่อการร้ายที่ไร้เหตุผล และโน้มน้าวให้รัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ร่วมกันตอบโต้เพื่อยับยั้งอิหร่าน

แต่ขณะนี้ UAE กำลังเดินตามรอยกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ที่แม้จะถูกโจมตีแต่ก็พยายามใช้การทูตเพื่อลดความตึงเครียด

ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกอิหร่านโจมตีโรงงานพลังงานและฐานทัพ กลับมาติดต่อกับอิหร่านในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่กาตาร์ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติราสลาฟฟาน กระตือรือล้นในการแสวงหาความปรองดองมากที่สุด โดยต้อนรับคณะผู้แทนจากอิหร่านเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม อีกทั้งมีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ทั้งสามรัฐอาหรับ ต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอ่าวเปอร์เซียอย่างอิหร่าน ซึ่งมีประชากร 90 ล้านคนและมีอำนาจทางทหารมาก

การโจมตีของอิหร่าน คุกคามการเติบโตของดูไบและอาบูดาบี ในฐานะศูนย์กลางของกองทุนเฮดจ์ฟันด์และบริษัททางการเงินอื่น ๆ อีกทั้ง ส่งผลต่อยอดขายน้ำมันและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ UAE

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากความพยายามของอิหร่านหลายต่อหลายครั้ง เพื่อฟื้นฟูการเจรจาระดับสูงกับ UAE ซึ่งก่อนหน้านี้ชะลอการเจรจาไว้ จนกว่าจะแน่ใจว่า ผู้เจรจามีช่องทางการติดต่อโดยตรงกับผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

นอกเหนือจากการติดต่อกันในครั้งนี้ การติดต่ออื่น ๆ ที่ทราบ มีเพียงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่ง ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด รองประธานาธิบดี UAE ได้หารือกับ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เกี่ยวกับแนวทางการลดความตึงเครียดในภูมิภาค

แหล่งข่าวระบุว่า หลังจากการติดต่อกันครั้งนั้น รวมถึงการที่ ชีค คาเลด บิน โมฮัมเหม็ด มกุฎราชกุมารแห่ง UAE เดินทางเยือนจีนพบ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ช่องทางการเจรจาก็ได้เปิดขึ้น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวว่า นโยบายต่างประเทศของ UAE มุ่งเน้นไปที่การลดความตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน และแหล่งข่าวอีกรายระบุว่า UAE สนับสนุนสหรัฐ ในการปกป้องประชาชนในภูมิภาคจากผลกระทบของความขัดแย้ง

การประชุมแบบพบหน้ากันในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าในการเปลี่ยนท่าทีของ UAE โดยในช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี UAE ร่วมกับประธานาธิบดีกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย เพิ่งจะเรียกร้อง ‘ไม่ให้’ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านอีก และขอให้การเจรจาดำเนินต่อไป

แหล่งข่าวเสริมว่า ขณะนี้ UAE มุ่งเน้นไปที่การลดความเสียหายและการหยุดชะงักที่มีต่อต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงให้เหลือน้อยที่สุด

มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าความพยายามของ UAE ได้ผล คือ จนถึงขณะนี้ อิหร่านไม่ได้โจมตี UAE อีกเลย นับตั้งแต่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาราคาห์ของ UAE ถูกโจมตี เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา และในการปะทะกันครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 10-11 มิ.ย. อิหร่านหันไปโจมตีคูเวต บาห์เรน และจอร์แดน