เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ภราดร : ระบอบพรรคสีน้ำเงิน โต หรือ แตก อยู่ที่องคาพยพรัฐบาล

24 มิ.ย. 2569 | 10:11น.
ภราดร ปริศนานันทกุล

ภราดร ปริศนานันทกุล

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ, วิรวินท์ ศรีโหมด

ภราดร ปริศนานันทกุล หรือ “ลูกแบด” ทายาทบ้านใหญ่ “ปริศนานันทกุล” แห่งเมืองอ่างทอง

เป็นนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 2 ทศวรรษ นับแต่การเลือกตั้ง 2550 ยังไม่เคยสัมผัสคำว่า “สอบตก” 

“ภราดร” ยังเคยนั่งเก้าอี้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ก่อนขึ้นสู่ทำเนียบรัฐมนตรี ในยุครัฐบาลอนุทิน 1 และอนุทิน 2 ถูกวางตัวเป็น “ตัวเชื่อม” การทำงานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร  ในฐานะ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” เขายังกำกับดูแลสำนักงบประมาณ 

เขาคือหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดีสำคัญอย่าง “ฮั้ว สว.” ถึงขั้นวงนินทาการเมืองระบุว่าตัวเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการ Hack ระบบ 

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ภราดร” ถึงฉากชีวิตการทำงานการเมือง ในวันที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังถูกรุกไล่ เขาเชื่อว่าไม่มีอะไรทำให้พรรคภูมิใจไทยสั่นไหว 

จุดเริ่มต้นการเมือง 

ภราดรเล่าชีวิตวัยเด็กว่า “ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง อยู่ในครอบครัวการเมืองที่ได้เห็นพ่อเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ได้ซึมซับการปฏิบัติหน้าที่ ได้เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน เวลาน้ำท่วม ฝนแล้ง ราคาข้าวตกต่ำ ในมุมของวันที่เติบโตมาเป็นนักการเมือง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงเอาสิ่งที่เราเห็นมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย” 

“แต่หัวใจสำคัญของการเป็นนักการเมืองคือ ต้องรับฟังความคิดเห็นและรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา”  

“ผมไม่ได้ชอบ หรือว่าเลือกเส้นทางการเมืองตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเป็นเด็กยังไม่ค่อยเข้าใจด้วยซ้ำว่าพ่อเราทำไมไม่เหมือนคนอื่นที่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือไปเที่ยวกันเป็นครอบครัว เรานาน ๆ ถึงได้มีโอกาสไปสักที”

แต่หลังจากจบ ม.6 “ภราดร” เข้าเรียนปริญญาตรี สาขาสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำกิจกรรม ทำให้เขาเริ่มต้นสนใจการเมือง กระทั่งจบปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ  

แล้วในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 “ภราดร” เข้าสู่สนามการเมือง เป็น สส.อ่างทอง สมัยแรกนับแต่นั้น

บทบาทเชื่อมทำเนียบ – สภา 

ภราดรวนเวียนอยู่ในสภาเกือบ 20 ปี ก่อนจะก้าวสู่เก้าอี้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  

หน้าที่ของ “ภราดร” คือการเป็น “ข้อต่อ” เชื่อมระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ  ได้รับมอบหมายตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 เป็นภารกิจที่ท้าทายพอสมควร เนื่องจากเป็นตัวเชื่อมกันระหว่างรัฐบาล กับสภา มีหลายเรื่องที่เป็นความเกี่ยวโยงกัน ต้องเอามติของ ครม.ไปขับเคลื่อนต่อในสภา หรือจะต้องเอาแนวทางของสภามาทำเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อไปขับเคลื่อนต่อ 

เมื่อก่อนนี้เราจะได้ยินกันบ่อย ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับสภา บางกฎหมายก็ถูกดองยาวจากฝั่งฝ่ายบริหาร วันนี้ก็พยายามที่จะเอา Pain Point ต่าง ๆ ที่เราเคยอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติมาแก้ไขแล้วก็ทำให้มัน Smooth มากยิ่งขึ้น เชื่อมร้อยกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติให้ได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

สุพรรณฯ โมเดล สู่บุรีรัมย์โมเดล  

ครอบครัวปริศนานันทกุลอยู่กับพรรคชาติไทย ของ “บรรหาร ศิลปอาชา”
ปลุกปั้น “สุพรรณบุรีโมเดล” พอมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ “บุรีรัมย์โมเดล” 

ทั้งสองโมเดลเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร “ภราดร” ตอบว่า ผมว่าท่านเนวิน ชิดชอบก็เคยอยู่กับท่านบรรหารมาก่อน ผมว่าบุรีรัมย์โมเดลก็แปลงร่างมาจากสุพรรณบุรีโมเดลนั่นแหละ ท่านบรรหาร กับท่านเนวินเขามีจุดเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ มีความทุ่มเทที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้กับบ้านเกิดของตัวเอง” 

“มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ เมื่อเขาตั้งใจเขาพยายามที่จะผลักดันมันในทุกรูปแบบ ทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คน การดูแลผู้คน การวางทิศทางให้กับจังหวัดของตัวเอง” 

“นี่คือจุดเชื่อมร้อยกัน ผมเชื่อว่าบุรีรัมย์โมเดลคือการนำสุพรรณบุรีโมเดลมาต่อยอด ด้วยยุคสมัยที่มันต่างกันเป็นหลายสิบปี ความคิดความอ่านของคุณเนวินก็ต่อยอด เอาความคิดของคุณบรรหารมาต่อยอด แล้วก็ทำให้มันเข้มข้น ทำให้มันเข้มแข็งมากขึ้น”  

DNA คนภูมิใจไทย 

ภราดรกล่าวว่า “ภูมิใจไทยเติบโตมาจากคนเพียงไม่กี่คน เริ่มต้นมาจากคนไม่กี่คนที่เติบโตขึ้นมา เมื่อเขาวาง Positioning ตัวเองว่าเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ เป็นพรรคเชิงปฏิบัติการ เป็นพรรคที่ถึงลูกถึงคน เป็นพรรคที่ไปอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านจริง ๆ ในพรรคภูมิใจไทยจึงมีคนแบบพวกผมอยู่เป็นร้อยคน คือการลงไปสัมผัสกับชาวบ้าน เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านจริง ๆ  นี่คือ DNA ของพรรคที่เขาพยายามปลูกสร้าง แล้วก็พยายามที่จะส่งต่อขึ้นมา” 

“เมื่อมี DNA แบบนี้ หลังจากบ้านหลังเล็กมาเป็นบ้านหลังขนาดกลาง 50 คน เป็นบ้านหลังที่ใหญ่ขึ้นเมื่อครั้งที่แล้วคือ 70 คน แล้วก็มาที่ครั้งนี้ นี่คือดอกผลของการทำงานหนักของพรรค แล้วเมื่อมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศ ผู้บริหารประเทศ ก็เอา DNA ของตัวเองนี่แหละ ที่เป็นคนพูดแล้วทำ เป็นคนที่มีความตั้งใจ เมื่อวางเป้าหมายแล้วอยากจะทำอะไรพยายามที่จะทำเป้าหมายนั้นอย่างจริงจัง ใช้เวลา 3-4 เดือนในการเป็นรัฐบาล ก็แสดงให้พี่น้องประชาชนเห็น มันก็ทำให้บ้านหลังเนี้ยมันเติบโตมากขึ้น

แม้มีคนมากขึ้น หลายความคิด แต่ “ภราดร” เชื่อว่าจะไม่เกิดความแตกแยกในพรรค 

“พรรคนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะกระแส พรรคนี้ไม่ได้ถูกหล่อเลี้ยงด้วยกระแส พรรคนี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วยผู้คน ด้วยความใกล้ชิดกับผู้คน อย่างที่ผมบอกว่าในพรรคของผมมีคนแบบผมอยู่เป็นร้อยคน คือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน จึงเกิดพรรคภูมิใจไทยขึ้นมา” 

“เมื่อ DNA มันเริ่มต้นจากคนที่มีแนวทางหลักคิดเดียวกัน คิดมองการเมืองในแบบเดียวกัน คือพยายามที่จะทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้าน เราไม่เน้นกระแส พรรคเราไม่เคยมีกระแส มันจึงเป็นข้อร้อยที่เอาคนแบบเดียวกันมาอยู่ร่วมกัน ผมว่าคงจะมีความขัดแย้งกันยาก”

พรรคน้ำเงินต้องโต

เมื่อเป็นอย่างนี้เห็นอนาคตของระบอบสีน้ำเงิน หรือของพรรคภูมิใจไทยเป็นแบบไหน ?

“ภราดร” ตอบว่า เรายังคิดว่าเราอยากจะเติบโตขึ้นมากกว่านี้ ในฐานะที่เป็น สส. ทำงานในพื้นที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ขายแนวคิด ขายวิธีการทำงานมากขึ้น รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ที่เห็นผลในระยะกลางและในระยะยาวมากขึ้น ที่ผ่านมาต้องยอมรับรัฐบาลอนุทิน 2  เพิ่งจะเข้ามาทำงานแค่ 2-3 เดือนเท่านั้นเอง เหมือนอยู่กันมายาวนานเป็นหลายปี 

“แต่ว่า 3 เดือนนี้ก็ผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ผมว่าไม่ได้น้อยไปกว่ารัฐบาลอื่น ถ้าพยายามขับเคลื่อนนโยบายออกไปให้ถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด เอาประโยชน์ไปใส่มือประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยผ่าน สส.ของพวกเรา อนาคตข้างหน้าเชื่อว่าพวกเราจะเติบโตมากขึ้น”

“การทำพรรคการเมืองแน่นอนเราหวังผลเลิศ แล้วเราหวังว่าสิ่งที่เราคิดเราจะสามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้มันเป็นการกระทำได้ เราเอาความฝันของพวกคนมาเปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งที่เขาจับต้องและสัมผัสได้ ผมเชื่อว่ายิ่งเราเอาความฝันของเขามาทำให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้มากเท่าไหร่ ผมว่าโอกาสในการเติบโตของพวกเราในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

ไม่สะเทือน ปมฮั้ว สว.

แล้วจะมีอะไรที่จะมาโค่นล้มระบอบสีน้ำเงินได้บ้างไหม เช่น ฮั้ว สว. “ภราดร” กล่าวว่า 

“เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นเพียงวาทกรรม ไม่มีส่วนใดที่มันเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ผมเองเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา เพราะเพียงว่าเพราะว่าผมเรียนจบสถิติ ผมจึงเป็นนักคำนวณระดับโลก ที่จะไปสร้างสมการขนาดใหญ่ แล้วทำให้เกิดการฮั้วกันของ สว.จำนวนมาก ผมก็เป็นเพียงคนที่จบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาสถิติคนหนึ่ง ก็เอาผมไปสร้างภาพซะให้เป็นนักคำนวณระดับโลก ไปร่วมกับคุณอนุทิน ไปร่วมกับคุณเนวิน แล้วก็ไปคิดโครงสร้างขนาดใหญ่ในการทำให้เกิด สว.” 

“ในช่วงสมัยที่เราเป็นฝ่ายค้านอยู่ 3-4 เดือน ถ้ามีหลักฐานมันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือมันมีหลักฐานที่ชัดพวกผมตายไปนานแล้ว ตอนนั้นเนี่ยมีการไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของผม ใช้อำนาจรัฐไปตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่าน DSI ผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคาร ไปตรวจสอบผมหมดเลยครับ ในทางลับธนาคารทั้งหมดเขาโทร.มาบอกว่า เอ๊ย…มีคนมาขอ ผมก็เชิญ ผมไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง ดำเนินการไป ก็ไม่เห็นหาหลักฐานอะไรได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะมาบอกว่าเฮ้ยมันเกิดกระบวนการแบบนี้อยู่จริง…ไม่มี” 

แสดงว่าตอนนี้ระบอบสีน้ำเงินคุมสถานการณ์ได้ ภัยความมั่นคงใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ ?

“ผมว่าเมื่อพูดถึงระบอบสีน้ำเงินก็จะดูใหญ่เกินไปกว่าพรรคภูมิใจไทย ไอ้ระบอบนี้ที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงินก็เป็นเพียงวาทกรรมเหมือนกัน ที่เห็นถึงความเข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทยที่มันโตขึ้น เอาไปเปรียบเทียบกับสมัย 20 ปีที่แล้ว ที่มีพรรคการเมืองหนึ่งชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ซึ่งมากกว่านี้ ก็ไปเรียกเค้าว่าระบอบหนึ่ง” 

“พอวันนี้หลังจากการรัฐประหารแล้ว พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่ได้คะแนนเสียงมากแบบถล่มทลายแบบนี้ ก็ Assume (สมมติ) ว่าเราจะต้องไปเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ที่มีพรรคหนึ่งพรรคใดมีเสียงข้างมากแล้วจะต้องคุมกลไกของรัฐ คุมกลไกของประเทศในทุกรูปแบบ ซึ่งผมเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น”

ข้อควรระวังของพรรคน้ำเงิน

เมื่อถามว่าข้อควรระวังของภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงินคืออะไร ?  

ภราดรตอบว่า “สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องทำ และสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือพยายามที่จะส่งมอบนโยบายที่ประชาชนเค้าคาดหวังไปถึงมือเค้าให้ได้เร็วที่สุด”

“ถ้าเราทำไม่ได้มันก็จะเป็นอาวุธ เป็นหอกที่กลับมาทิ่มเรา แล้วครั้งหน้าเราก็ไม่มีทางที่จะไปถึงเป้าหมาย เพราะฉะนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่รัฐบาล แล้วก็อยู่ที่องคาพยพของรัฐบาลทั้งหมดที่จะดำเนินการ แล้วก็ทำตามที่สัญญากับประชาชน”

องค์กร (ไม่) ลับสวนกุหลาบฯ 

คำถามสุดท้าย ในฐานะนักเรียนสวนกุหลาบฯ เนี่ย ที่มีการลือว่ามีองค์กรลับสวนกุหลาบฯ มีจริงไหม ?

ภราดรหัวเราะ ก่อนตอบคำถาม “มันก็มีรหัส… รหัสเลขรุ่น จะเป็นองค์กรลับหรือเปล่า ผมว่ามันไม่ใช่องค์กรลับ แต่สำหรับโรงเรียนสวนกุหลาบฯ เรามีผู้คนจำนวนมาก รุ่นผมเนี่ยเกือบพันคน รุ่นผมเข้ามาตอนสมัยผม ม.1 มี 900 กว่าคน ใน 900 กว่าคนมีผู้คนอยู่ในทุกรูปแบบ มีทุกสาขาอาชีพ” 

“แต่ความที่มีความหลากหลายทางสังคมเยอะมาก งั้นองค์กรนี้เป็นองค์กรใหญ่ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนใหญ่ แล้วโรงเรียนนี้สอนให้ทุกคนมีความรักกัน สอนให้ทุกคนมีความเคารพซึ่งกันและกัน นี่คือจุดดีและจุดเด่นของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ก็คือให้รักเพื่อน ให้เคารพรุ่นพี่ และที่สำคัญคือให้รักโรงเรียน” เขาปิดท้าย