เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
NEXTTO – DPU เติมทักษะ Data Cleansing ปรับบทบาทนักบัญชียุค AI
Uncategorized NEXTTO – DPU เติมทักษะ Data Cleansing ปรับบทบาทนักบัญชียุค AI
ธปท. ไฟเขียวแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด แนว.ชุดใหม่
Politics ธปท. ไฟเขียวแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด แนว.ชุดใหม่
ออมสิน ออกมาตรการพักหนี้-สินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ซ่อมบ้าน ฟื้นกิจการจากน้ำท่วม
Finance ออมสิน ออกมาตรการพักหนี้-สินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ซ่อมบ้าน ฟื้นกิจการจากน้ำท่วม
กบข. ปรับกลยุทธ์ลงทุนสู่ TPA ชี้ 4 เมกะเทรนด์ เปลี่ยนกติกาการสร้างความมั่งคั่ง
Finance กบข. ปรับกลยุทธ์ลงทุนสู่ TPA ชี้ 4 เมกะเทรนด์ เปลี่ยนกติกาการสร้างความมั่งคั่ง
นายกฯ จี้เร่งสำรวจ-โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม เผยจ่ายแล้วหมื่นครัวเรือน
Politics นายกฯ จี้เร่งสำรวจ-โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม เผยจ่ายแล้วหมื่นครัวเรือน
นายกฯ สั่งลุยระบายน้ำ สทนช.ลดเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที จับตาฝนหนัก 9-12 ต.ค.
Economic นายกฯ สั่งลุยระบายน้ำ สทนช.ลดเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที จับตาฝนหนัก 9-12 ต.ค.
“นิพนธ์” ชงรื้อระบบบริหารน้ำ ดึงมืออาชีพคุมถาวร แก้เจ้าพระยาท่วมซ้ำทุกปี
Economic “นิพนธ์” ชงรื้อระบบบริหารน้ำ ดึงมืออาชีพคุมถาวร แก้เจ้าพระยาท่วมซ้ำทุกปี
10 หุ้นต่างชาติซื้อสวนตลาด หลังเทหุ้นไทย 4 หมื่นล้าน CPF-SCB-PTT-IVL นำทีม
Finance 10 หุ้นต่างชาติซื้อสวนตลาด หลังเทหุ้นไทย 4 หมื่นล้าน CPF-SCB-PTT-IVL นำทีม
น้ำท่วมกระทบฟาร์มหมู หวั่นกดราคาหลุด ห่วงโรคระบาดหลังน้ำลด
Economic น้ำท่วมกระทบฟาร์มหมู หวั่นกดราคาหลุด ห่วงโรคระบาดหลังน้ำลด
ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
ดูทั้งหมด

ค้นที่มา “หลักฐานอันควรเชื่อ” ต้นขั้ว รธน. 40 สู่ปมร้อนฮั้ว สว.

02 ก.ย. 2569 | 08:15น.

คดีฮั้ว สว. อยู่ในจุดวัดใจ 7 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน สู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตามแรงกดดันจากนักการเมือง ขั้วตรงข้ามรัฐบาล และภาคประชาชนหรือไม่ 

เพราะตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้าน กับไอลอว์ เปิดพยานหลักฐานจำนวนมาก ชี้ให้เห็นกระบวนการ – การทำเกม ทำโพย ของเครือข่ายสีน้ำเงิน เพื่อยึดครองสภาสูง 

ทั้งเส้นทางการเงินที่โยงจากตัวละครหนึ่ง ถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง  จับเส้นทางจีพีเอสในพื้นที่การทำโพย การรวมตัว ก่อนเข้าสู่เวทีเลือก สว. ใบเสร็จการจองโรงแรม – ตั๋วเครื่องบิน 

ฝ่ายค้าน – ไอลอว์ ในฐานะผู้กล่าวหานอกสภา มั่นใจว่าพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อสู่สาธารณะ

จะเป็น “ใบเสร็จ” ชั้นดี ที่บีบ กกต.ให้ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน สู่ศาลฎีกา 

แต่คำถามคือ พยานหลักฐานเหล่านั้น 7 เสือ กกต.จะมองว่าเป็นองค์ประกอบเพียงพอที่จะนำ สว. รวมถึง 21 กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไปสู่ศาลฎีกาหรือไม่ 

ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการ “ตีความ” ข้อความในรัฐธรรมนูญ 226 และในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา 2560 มาตรา 62 ถึงคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” แค่ไหนถึงจะส่งศาล

“แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เผย 3 เงื่อนไขที่จะส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ต้องมี 3 องค์ประกอบ

ประการแรก ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นในการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคคลอื่น ก็มีประเด็นว่ากรณีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 226 หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ 

ประการที่สอง ต้องมีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างให้ลงสมัคร การจ้างให้ลงคะแนน การสมยอม การแลกคะแนน หรือการให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น 

ประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยกคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ระบุพฤติกรรมผู้สมัคร สว. 2 คน สนทนาผ่าน LINE แลกคะแนนกันเฉย ๆ ก็ผิดแล้ว 

“ลำพังแค่สนทนาผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ว่าเรามาจับคู่กันนะ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มา  แล้วผมก็ไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาอีกในเดือนกันยายน 68 เหมือนกัน พฤศจิกายน 68 แลกคะแนนกันเฉย ๆ ไม่ต้องมีพฤติกรรมอย่างที่เวทีที่คุณพริษฐ์ (วัชรสินธุ) จัด (เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว.)”  

องค์กรอิสระ อย่าง กกต. ถือกำเนิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บัญญัติให้มี “องค์กรอิสระ” เพื่อเป็นฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ เป็นครั้งแรก 

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2540 ได้มีการหารือ เรื่องการบัญญัติ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไว้ในอำนาจการตรวจสอบ กกต. ซึ่งที่ประชุมก็มีการถกเถียงขณะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (4) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอื่นควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

 ถึงการตรวจสอบทุจริตการเลือกตั้ง ควรจะใช้คำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” หรือควรจะบัญญัติว่า “หลักฐานชัดเจน”  เนื่องจากจะต้องมีผลทำให้ กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ โดยความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ 

ความเห็นของ ดร.คณิต ณ นคร ระบุว่า เรื่องของการพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ มันมี 3 ดีกรี ดีกรีแรกคือเรื่องของการมีมูล อันนี้ก็เบาที่สุด อันที่ 2 ก็ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” บางครั้งกฎหมายเขียนว่ามีเหตุอันควรเชื่อ อันนี้ก็หมายถึงว่ามันดีกรีมัน สูงขึ้นมา ดีกรี 3 ใช้สำหรับการ “ลงโทษ” คือ เป็นดีกรีที่ปราศจากสงสัย 

“เพราะฉะนั้นการพิจารณาในแง่ของการดำเนินการในด้านการเลือกตั้ง ผมคิดว่าคงจะไม่ถึงดีกรีที่ปราศจากสงสัยในการลงโทษคน ความจริงในส่วนนี้ก็น่าจะใช้ได้เรื่องจริงมีหลักฐานควรเชื่ออันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีภาวะวิสัยตามสมควรแล้ว” 

ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้บัญญัติอื่น ๆ เช่น “เมื่อมีหลักฐานชัดเจน” เช่น “ประชุม ทองมี” ระบุว่า กรณีที่ให้ใช้ถ้อยคำว่ามีหลักฐานชัดเจนนั้นเนื่องจาก กกต.มีสิทธิและมีอำนาจที่จะบันดาลให้การเลือกตั้งนั้นหยุด มีสิทธิมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีสิทธิและมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะให้นับคะแนนใหม่ 

“เพราะฉะนั้นทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้น ๆ มันหยุดไปโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็คือผู้ที่ถูกมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อาจจะไปใช้สิทธิทางศาลก็ได้ แต่ว่ากว่าจะใช้สิทธิทางศาลหรืออุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ชึ่งเราจะเขียนกันต่อไป มันก็จะเกิดปัญหาความล่าช้า เพราะฉะนั้นถ้าทางฝ่ายเลขาฯ ยังไม่บรรจุถ้อยคำอันนี้ผมก็ขอสงวนถ้อยคำไว้ว่า เมื่อมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า การเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ผมก็ขอสงวนไว้ครับ”

ด้าน นางพินทิพย์ ลีลาภรณ์ ระบุว่า ตามที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกต คำว่า หลักฐานอันควรเชื่อไว้ รู้สึกว่ายังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขในจุดนี้ จริง ๆ แล้วดิฉันมองว่าจุดนี้เป็นจุดหลักการสำคัญในการที่จะพิจารณา การที่จะให้คำว่า หลักฐาน อันควรเชื่อเพื่อตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดิฉันมองว่ามันค่อนข้างจะเป็นการให้อำนาจ กกต.มากเกินไป

แต่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ในฐานะเลขานุการ ชี้ว่า เรียนตรงนี้คำว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ เป็นคำในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการพิสูจน์กัน ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ แล้วไปสั่ง ถ้าอย่างนั้นล่ะใช้คำว่า เมื่อ “มีเหตุอันควรเชื่อ” แค่นี้พอ หรือมีมูลว่า นั่นเป็นดีกรีอ่อนสุดของการบัญญัติกฎหมายที่ให้ดุลยพินิจโดยไม่ต้องมีหลักฐาน 

ดีกรีแก่ขึ้นมาอีกอันหนึ่งก็คือ “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการไต่สวนสอบสวนอะไรกันพอสมควรแล้วปรากฏหลักฐานในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานของการใช้อำนาจ 

กับอีกอันหนึ่ง คือ “เมื่อมีหลักฐานชัดเจนหรือปราศจากข้อสงสัย” อันนี้ชัดเจน แปลว่าถูกต้องแน่นอนหรือปราศจากข้อสงสัย ที่ใช้ในการพิจารณาลงโทษคนในคดีอาญาเท่านั้น ถ้าเอาหลักนั้นมาใช้ในคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ผมเกรงว่าอำนาจนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไม่มีโอกาสได้ใช้เลย

แต่แล้วคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับต่อมา

คือ ฉบับ 40 ฉบับ 50 และฉบับ 60 และคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็นำไปสู่การยุบพรรค ทั้งพลังประชาชน ไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ และก้าวไกล

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกต. สว.