บัตรบาร์โค้ด ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ เครือข่ายน้ำเงิน ชนะคูหาองค์กรอิสระ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่มีคิวอาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ด้วยมติแบบเอกฉันท์ 9 ต่อ 0
และเสียงข้างมาก ให้บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีบัตรบาร์โค้ด 8 ต่อ 1 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
“การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ
คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เป็นคดียืดเยื้อนานนับ 6 เดือน ตั้งแต่ปิดหีบเลือกตั้ง หลังเวลา 17.00 น.ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ท่ามกลางชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยใน “คูหาที่ 1” ที่กวาด สส.เข้าสภาได้มากถึง 192 เสียง และสถาปนาอำนาจให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2
แต่การนับคะแนนเลือกตั้งกลับมีปัญหา-ปั่นป่วน ในหลายจุด เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งพบความผิดปกติ ตั้งแต่การนับคะแนน รวมคะแนน การเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการเจอคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง
แต่คดีบัตรบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง องค์กรภาคประชาชน ร่วมกันตรวจสอบ ก่อนชงเรื่องตามรัฐธรรมนูญให้องค์กรอิสระอย่าง“ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ตรวจสอบอีกครั้ง โดยที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เรียก กกต.ชี้แจง 1 ครั้ง ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา
“การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด และรหัสคิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้” มติของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
ชัยชนะคูหาที่ 2
ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติคดีบัตรบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เครือข่ายสีน้ำเงินชนะเป็น “คูหาที่ 2” คือ คดีฮั้ว สว. ทั้งนี้ เมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยคำร้องคดีฮั้ว สว. ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 77 คน แต่ใน 77 คนกลับไม่มีแกนนำ-คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิไจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค รวมถึงครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา เป็นชัยชนะสีน้ำเงิน-รอดยกเข่ง
มาถึงชัยชนะครั้งล่าสุดเป็น “คูหาที่ 3” เมื่อคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้สันทัดกรณีคาดการณ์ไว้หลายทาง มีทั้งยกคำร้อง – ขัดรัฐธรรมนูญเฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่เป็นความลับ อาจมีการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อใหม่ หรือขัดรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ
แต่ที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และยังเป็นความลับ ขณะที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แม้สามารถตรวจสอบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ แต่ทำได้โดยยาก จึงมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
คิวอาร์โค้ดเป็นความลับ
เมื่อถอดความจาก “คำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.บัตรแบ่งเขตเป็นความลับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดชุดข้อมูลในรหัสคิวอาร์โค้ด เป็นหมายเลขเล่ม ประกอบกับรหัสคิวอาร์โค้ดมีการกำหนดชุดข้อมูลการเข้ารหัสผ่านไว้
และเมื่อถอดรหัสแล้วปรากฏหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 20 ราย ทั้งนี้ กรณีรหัสคิวอาร์โค้ด สามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการเฉพาะรายเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ราย ได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก
“ดังนั้น บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงฟังได้ว่ารหัสคิวอาร์โค้ด เป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
2.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ แต่การรวมต้นขั้วบัตร – บัตรเลือกตั้ง – บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3 ส่วนที่เก็บแยกขาดจากกัน เข้าถึงได้ยาก
“ฟังได้ว่าบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้”
“มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีการจัดเก็บแยกจากกันอย่างเด็ดขาดคนละสถานที่ ภายใต้วิธีการที่บุคคลภายนอกจะเข้าถึงและรวบรวมเอกสารทั้งสามเข้าด้วยกันได้ยากยิ่ง จึงยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองได้”
“ดังนั้น การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ
โดยบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก”
3.มาตรการความลับแบบมีเงื่อนไข ศาลระบุว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบต่าง ๆ
“เพราะฉะนั้นวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึงความลับแบบมีเงื่อนไข ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบ และดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 มิใช่ความลับโดยบริบูรณ์”
4.ลงพื้นที่เผชิญสืบ มาตรการ กกต.ยังรัดกุม คำวินิจฉัยระบุว่า ผู้แทนผู้ร้อง และผู้แทนผู้ถูกร้อง บุคคลที่คู่กรณีขออนุญาต และเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องร่วมเดินเผชิญสืบด้วย
ปรากฏว่าการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในทางปฏิบัติยังคงจัดเก็บรักษาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ถูกร้อง โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์
ซึ่งเป็นมาตรการที่มีความชัดเจนแน่นอน และมีรายละเอียดรัดกุมเพียงพอที่จะป้องกันการเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งจากบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าถึงเอกสารดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสืบหาการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยง่ายตามอำเภอใจ
ห้าม กกต.ใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด
5. ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ กกต. และคณะผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ กกต. ปรับปรุงบัตรเลือกตั้ง
แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง กกต.เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
โดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
“และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมาย เพื่อเข้าถึงข้อมูลและการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง”
มติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้นับเป็นการ “แบก” องค์กร กกต.
เพราะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ หากนำต้นขั้ว บัตรเลือกตั้ง และบัญชีผู้มีสิทธิมาประกอบกัน
แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งบรรทัดฐาน “ความลับแบบมีเงื่อนไข”
แต่ก็ทำให้เครือข่ายน้ำเงินชนะเป็นคูหาที่ 3 – คูหาองค์กรอิสระ