ปลดล็อกข้อจำกัดไทย เน้นแข่งศักยภาพสูง-ไม่มุ่งขายของถูก
นายกฯ ย้ำ แผน 14 สภาพัฒน์ ต้องปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจ–คน–รัฐ รับความท้าทายโลกที่เปลี่ยนแปลง สู่การลงมือทำและผลลัพธ์ที่ชัดเจน ย้ำไทยเน้นศักยภาพสูง-ไม่แข่งขันขายของถูก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมประจำปี 2569 ของสภาพัฒน์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571–2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า
รับมือโลกท้าทาย แผนพัฒนาไปทิศทางเดียว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลายด้านพร้อมกัน อาทิ เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร ธรรมชาติ ซึ่งทุกประเทศกำลังเร่งยกระดับของตัวเองเพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันทางด้านผู้มีรัฐศาสตร์ เพราะตอนนี้บริบทโลกเปลี่ยนไป โดยจะยึดเฉพาะที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเป็นตัวของตัวเองแล้วบริหารภายในบ้านของตัวเองอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะคำว่าภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นการทำให้เราวางแนวทางและยุทธศาสตร์การบริหารประเทศที่ต้องคำนึงถึงสิ่งรอบตัว
และเหตุการณ์ที่อยู่ต่อหน้าเราวันนี้ ที่ประชาชนหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาวะภัยพิบัติฝนตกน้ำท่วม ทำให้กระทบทั้งการเดินทางและคุณภาพชีวิต รวมถึงการสร้างรายได้ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปมาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและผลการพัฒนาเมืองช่วงที่ผ่านมา
ฉะนั้นการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เรื่องตัวเลขหรือโครงการที่สวยหรูเท่านั้น แต่มันคือความสามารถที่จะต้องทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงทั้งในวันที่สถานการณ์ปกติและเกิดวิกฤต นี่เป็นโจทก์ที่พวกเราทุกคนจะต้องแก้ไข
ส่วนแผนพัฒนาประเทศ ต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศประเทศไทยจะสร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอย่างไร คนไทยจะมีทักษะและโอกาสในการแข่งขันโลกใบนี้ได้อย่างไร ส่วนภาครัฐจะทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร และประเทศไทยจะรับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นรุนแรงขึ้นอย่างไร พร้อมย้ำว่าแผนจะต้องไปยังมีทิศทาง เพื่อเกิดประสิทธิภาพและสิ่งที่ดีสูงสุดให้กับผู้คนในประเทศ
เศรษฐกิจโลก มองหาประเทศมั่นคง
นายกฯ ยังย้ำว่า ประเทศไทยไม่ขาดศักยภาพ เรามีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและห่วงโซ่อุปทานที่สั่งสมมาหลาย 10 ปี และภาคการเกษตรเป็นที่ยอมรับซึ่งมีความแข็งแกร่ง มีความสามารถทางด้านบริการและการท่องเที่ยว ที่สำคัญคนไทยสามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริงว่าช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าศักยภาพที่เรามีอยู่ ผลิตภาพเพิ่มขึ้นไม่เร็วพอ ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี รวมถึงตลาดเข้าได้ยาก รายได้ของคนไม่ทันกับค่าครองชีพ ขณะที่ระบบราชการและกฎระเบียบบางส่วนก็ยังเป็นตัวถ่วงเพิ่มหนักเข้าไปอีก ในเวลาเดียวกันเราก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีประชากรน้อยกว่าปกติ
ส่วนเทคโนโลยี Ai กำลังเปลี่ยนทักษะที่ตลาดต้องการ ซึ่งหากใช้วิธีคิดและวิธีการทำงานแบบเดิม ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ถดถอยแต่ประเทศอื่นเดินหน้า ฉะนั้นความสัมพันธ์ของแผน 14 ไม่ใช่อยากจะเห็นว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่มันคือว่าอะไรที่เป็นข้อจำกัดทำให้ประเทศไปข้างหน้าได้ไม่ไกลตามที่ต้องการ ซึ่งอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ปลดล็อคข้อจำกัดเร็วกว่านี้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปอย่างมั่นคง ยั่งยืนและมีทิศทางตามที่กำหนด
ทั้งนี้จากที่ตนเดินทางไปพบกับนักธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ได้ยินตรงกันคือโลกไม่ได้มองหาประเทศที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำสุดอีกต่อไป เขากำลังมองหาประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีกติกาที่ชัดเจน มีพลังและโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ มีกำลังคนมีทักษะและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งตนก็ตอบไปว่าประเทศไทยคือคำตอบ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยมีพื้นฐานเดิมที่ดีอยู่แล้ว และมีโอกาสต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด แต่ความท้าทายของเราคือจะท
อย่างไรควรทำให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาใช้พื้นที่ และทรัพยากรและสร้างมูลค่าอยู่ในวงที่จำกัด แต่การลงทุนใหม่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานที่มีคุณค่า รวมถึงฝึกฝนทักษะให้คนไทยและธุรกิจขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนบนของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งคือทางเลือกที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจให้ชัดเจน
ไทยไม่แข่งขายของถูก-เซ็นเช็คเปล่า
นายกฯ ระบุอีกว่า เราจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกอีกต่อไป ตนก็ได้บอกว่าหากจะหาแรงงานถูก โสหุ้ย ทรัพยากรราคาถูก หรือเซ็นเช็คเปล่าให้คุณไปกรอกเอง จะไม่ใช่ประเทศไทย
ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่านั้น และสิ่งที่ได้ลงทุนไปที่จะไม่สามารถรองรับใครก็ได้ที่จะมาใช้ประเทศไทยไปแทนการผลิตโดยใช้คำว่าถูก แต่เราจะให้เขาเข้ามาได้ด้วยความสามารถทางด้านการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากการที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบอีกหลายประเทศ และเป็นจุดที่สามารถกระจายสินค้าได้ไปทุกทิศทางได้
ส่วนสิ่งต่างๆนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราแยกเศรษฐกิจ แยกคน แยกเทคโนโลยี แยกสิ่งแวดล้อม แยกพลังงาน แยกระบบราชการออกจากกันก็จะทำไม่ได้ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือทุกด้านเพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวและแข็งแกร่ง ฉะนั้นหากต้องการอุตสาหกรรมใหม่ต้องมีทักษะกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง มีกฎกติกาที่ยั่งยืนแน่นอนและเสถียรภาพ
ทั้งนี้ เสาหลักทั้ง 5 ด้าน ของแผน 14 ต้องทำให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ก่อนย้ำว่าจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนประเทศไทย คือภาครัฐต้องพร้อมที่จะปรับและเปลี่ยนตัวเอง
“รัฐที่มีศักยภาพสูง ไม่ได้วัดที่จำนวนหน่วยงาน จำนวนกฎหมาย จำนวนบุคลากร แต่วัดจากความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนได้รวดเร็ว ตรงจุด โปร่งใส การปฏิรูปรัฐจึงไม่ใช่เป็นเพียงการลดขั้นตอนบางเรื่องหรือย้ายหน่วยงาน แต่ต้องทบทวนให้ชัดเจนว่าภารกิจใดที่รัฐจำเป็นต้องทำ“

ร่วม OECD หวังยกความโปร่งใส
ส่วนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD นายกฯ ระบุว่า เป้าหมายไม่ใช่แต่เพียงได้ชื่อว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศ หรือการเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่คือการใช้มาตรฐานสากลเพื่อเป็นแรงผลักให้ประเทศไทย ยกระดับกฎหมายการแข่งขันความโปร่งใสการเปิดเผยข้อมูลและหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
มั่นใจว่าสภาพัฒน์ จะดำเนินการให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ในช่วงระหว่างแผน 14 เพื่อเตรียมความพร้อมสู้แผน 15 เพื่อให้ผู้เต็มปากว่าเรามีหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเราจะได้เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
และเมื่อรัฐทำงานดีขึ้นการลงทุนของประเทศก็จะเกิดขึ้น ธุรกิจก็จะแข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณในทุกเรื่อง เพราะการเพิ่มขึ้นทุกประสิทธิภาพคือการลดต้นทุน
ซึ่งการเติบโตในระยะต่อไป เราต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง รวมถึงหลักศาสตร์การศึกษาต้องทันสมัยและทัดเทียมเท่าทันโลก ตอบโจทย์บุคคล ตลาดงานและการพัฒนาประเทศได้พร้อมปรับทักษะได้ตลอดเวลา
ต้องมี Data Center ตัวช่วยรับความเสี่ยงอนาคต
ส่วนเทคโนโลยีประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เราต้องรู้ว่าเทคโนโลยีใดที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง หรือความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและมีเป้าหมายอย่างมีรูปธรรม สามารถเปลี่ยนแปลงการผลิตต่างๆ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกับมีระบบนิเวศที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์และการพัฒนา ไปพร้อมกับเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับคนที่มีความคิดและพัฒนามาก
รวมถึงให้ความสำคัญกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องมองให้เป็นเรื่องเดียวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจากการไปเจรจาการค้าที่ไหนประเด็นสิ่งแวดล้อมถือเป็นหนึ่งในประเด็นการเจรจาเสมอ
ส่วนเรื่องพลังงานในประเทศ ยืนยันว่า ทำให้มีความมั่นคงและมูลค่า รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อทำให้ธุรกิจแข่งขันได้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ส่วนเรื่อง Data Center ใช้ทรัพยากรมหาศาล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมในอนาคต ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์กันควบคุมและกำกับดูแลเพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่ยืนยันว่าไม่มีไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีอาจจะมีความเสี่ยงหากเกิดวิกฤติการณ์ในอนาคตในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสนใจและตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาแล้ว
เปลี่ยนแผน สู่ลงมือทำ ให้กลายเป็นผลลัพธ์
นายกฯ ยังย้ำว่า ประเทศไทยมีแผน คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่เราจะต้องทำคือการเปลี่ยนแผนให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้
สำหรับแผน 14 ของสภาพัฒน์ ต้องเป็นมากกว่าเอกสารหนึ่งฉบับ ขอให้เป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศ ว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ไปเรื่องใดที่สำคัญควรเป็นสิ่งที่เราต้องเห็นพ้องป้องกันและผลักดันให้สำเร็จ อะไรที่ไม่ตอบโจทย์ต้องกล้าเลิก ซึ่งทุกเป้าหมายต้องมีกรอบที่ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัดและมีข้อมูลที่เปิดเผย เพราะหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของความสำเร็จของแผนการพัฒนาประเทศ คือความเข้าใจของประชาชน และการเดินไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้แผน 14 จะมีผลตั้งแต่ปี 71 – 75 ซึ่งจะต้องไม่ผูกกับรัฐบาลในรัฐบาลหนึ่ง ไม่ว่าใครเข้ามาจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันเพื่อกำหนดทิศทางและวางรากฐาน
ก่อนย้ำว่า ภาพวิสัยทัศน์ที่เราควรจะต้องทำสำเร็จในช่วงปลายแผน 14 ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สูงสูงขึ้น เป็นประเทศที่คนทำงานมองเห็นอนาคตตัวเอง ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่เติบโต เยาวชนต้องได้รับความรู้และพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ผู้สูงอายุยังคงเป็นบุคคลที่มีคุณค่าและความมั่นคงในชีวิต
ประชาชนมองเห็นรัฐเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่จะทำให้ทุกคนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพตัวเองได้ในระดับที่สูง และทุกพื้นที่ของประเทศคือพื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยเดินไปที่ทิศทางเดียวกัน หากทำสำเร็จประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงเดินตามโลกทันแต่จะสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง
สำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของ สศช. จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า
