เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เกมอนุรักษนิยม (หมดอายุ)  เขย่าเครือข่าย ‘อำนาจสีน้ำเงิน’
Politics เกมอนุรักษนิยม (หมดอายุ)  เขย่าเครือข่าย ‘อำนาจสีน้ำเงิน’
จุดคอขวดอีกแห่ง นอกเหนือจาก ‘ฮอร์มุซ’
World จุดคอขวดอีกแห่ง นอกเหนือจาก ‘ฮอร์มุซ’
เปิดที่มา ‘ไท่หยาง ซาง’ ปริศนาเงินพันล้านโยงคริปโตพัง
Tech เปิดที่มา ‘ไท่หยาง ซาง’ ปริศนาเงินพันล้านโยงคริปโตพัง
เปิดโปรไฟล์ว่าที่ซีอีโอบินไทย มือประสาน-บริหารทุกวิกฤต
Business เปิดโปรไฟล์ว่าที่ซีอีโอบินไทย มือประสาน-บริหารทุกวิกฤต
KFC ไทย รีเฟรชแบรนด์-สาขา-เมนู ย้ำผู้นำตลาดไก่ทอด
Business KFC ไทย รีเฟรชแบรนด์-สาขา-เมนู ย้ำผู้นำตลาดไก่ทอด
น้ำท่วมดอกเบี้ยขึ้น ‘ทองซึมยาว’ โบรกเกอร์แนะซื้อเก็บลุ้นปลายปี
Finance น้ำท่วมดอกเบี้ยขึ้น ‘ทองซึมยาว’ โบรกเกอร์แนะซื้อเก็บลุ้นปลายปี
วรรณภา ตั้งบรรยงค์ New Chapter ‘อมรรัชดา กรุ๊ป’
Automotive วรรณภา ตั้งบรรยงค์ New Chapter ‘อมรรัชดา กรุ๊ป’
‘เอกนิติ-ประธานเฟด’ ร่วมประชุม IMF เปิด 12 ต.ค. ดึงทั่วโลกจับตาไทย
Finance ‘เอกนิติ-ประธานเฟด’ ร่วมประชุม IMF เปิด 12 ต.ค. ดึงทั่วโลกจับตาไทย
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ต.ค. 69) ปรับลง 0.42% อยู่ที่ 85,491 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ต.ค. 69) ปรับลง 0.42% อยู่ที่ 85,491 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

เกมอนุรักษนิยม (หมดอายุ)  เขย่าเครือข่าย ‘อำนาจสีน้ำเงิน’

07 ต.ค. 2569 | 09:01น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

เมื่อ 4 ตุลาคม 2567 ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 66 ปี “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย “เนวิน” ได้บอกครูปะกำให้ผูกข้อมือ “อนุทิน” ที่วันนั้นยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก่อนที่จะกล่าวด้วยเสียงดังว่า

“ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง” ไม่ทันถึงปี “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ สมัยแรก 

4 ตุลาคม 2568 ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี “เนวิน” ครูปะกำได้ผูกข้อมือนายกฯ อนุทิน โดยที่ “เนวิน” อวยพรอีกครั้งว่า 

“ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข”

จากนั้นพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล กุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา ขณะที่เครือข่ายน้ำเงินยึดกุมสภาสูง – วุฒิสภา 

4 ตุลาคม 2569 คำอวยพร หลังผูกข้อมือให้นายกฯ อนุทินสมัยที่ 2 ว่า “ให้นั่งนายกรัฐมนตรีต่อจนกว่าจะเบื่อ” 

“อนุทิน” บอกว่า “เบื่อแล้ว” 

“เนวิน” ตอบ “อีก 2 สมัยก็พอ”

การเมืองนอกจากวาระด่วน เรื่องมวลน้ำเข้าท่วมในหลายจังหวัด ไม่เว้นแม้ กทม. เกือบทำให้ “อนุทิน” และภูมิใจไทย เกือบจมน้ำการเมือง 

แต่ปัจจัยการเมืองรายล้อมอื่น ๆ ได้ถูกปลดชนวนไปทีละขั้น

คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จนเกิดศัพท์ใหม่ “ความลับแบบมีเงื่อนไข” เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ อันเป็น “ต้นทาง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 และ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีอันเป็นไป  

อีกกรณีหนึ่งคือ คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือฮั้ว สว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่ง 77 ผู้ถูกกล่าวหาไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยในจำนวนผู้ที่ถูกยื่นศาลไร้ชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย

เครือข่ายอนุรักษ์เขย่าน้ำเงิน

แต่ในโลกการเมืองคู่ขนาน ขบวนการ – กลุ่มอนุรักษนิยมเดิมที่เคยเขย่ารัฐบาลในช่วง 2 ทศวรรษที่แล้ว จนถึงอดีตองค์กรอิสระ-อดีตผู้พิพากษา-ตุลาการ ต่างเปิดเกมเขย่าอำนาจเครือข่ายสีน้ำเงิน 

ตัวอย่างเช่น  เวทีราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่จะสัมมนาเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” นอกจาก “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. ที่ถูกเชิญมาร่วมเวที เปิดเผยความผิดปกติในวันเลือก สว.ที่เมืองทองธานี

ยังมี “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสนอ “เส้นทางใหม่” คดีฮั้ว สว. โดยให้ผู้เสียหายยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เหมือนกรณีคดีคิวอาร์โค้ด – บาร์โค้ด เพื่อให้คดีฮั้ว สว.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

“เพราะเป็นศาลเดียวที่จะมีหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบการจัดระบบเลือกตั้งว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถใช้บังคับได้ ก็จะต้องเลือกใหม่ ถือว่าล้มทั้งสภา” 

ถ้าผู้ตรวจไม่รับคำร้อง ก็ต้องกลับมาใช้ศาลฎีกาเป็นตัวช่วย เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกพยานหลักฐานได้เยอะ  เช่น เส้นทางการเงิน และมั่นใจว่าศาลเรียกมาแน่  

อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังเสนอว่า 1.อยากจะสนับสนุนคนที่เสนอขอให้ศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จ เรียกพยานที่กลับคำให้การหลายตลบ ก่อนเบิกความสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เอาให้เข้าเครื่องจับเท็จ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ มีหลักมีเกณฑ์ 

2.ถ้าศาลตรวจสอบพยานหลักฐาน สมมติได้ข้อมูลว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีแค่ 77 คน ถ้าศาลอ่านคำพิพากษาได้เร็ว กลุ่มผู้เสียหายก็จะไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คราวนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินตีตกไม่ได้ และส่งศาลรัฐธรรมนูญ 

3.มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถไม่รับได้ และเมื่อศาลรับ ต้องพิจารณาเร็ว เพราะพยานหลักฐานมันพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานที่ศาลฎีกาท่านเรียกมาสอบเพิ่มเติม ส่งเข้าศาลรัฐธรรมนูญ 

“ผมว่าท่านเข้าใจนะ ว่าบ้านเมืองรอช้าไม่ได้ในเรื่องนี้ ท่านจะวินิจฉัยให้เร็วได้ภายใน 1 ปี ผมว่าถ้าเอาให้จริง ๆ 6 เดือนท่านก็ทำเสร็จแล้ว”

“วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า ถ้าเรายอมให้ระบอบอย่างนี้ยังคงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทำลาย และระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา ต้องแก้ไข 

“ท่านผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าอยากให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคงอยู่ ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด 6 เดือนก็ช้าไปแล้ว ผมว่าต้องภายใน 3 เดือน”

ขณะที่บุคคลที่ร่วมฟังงานเสวนา ยังมีบุคคลที่คุ้นหน้าการเมือง อาทิ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว., บวรศักดิ์ อุวรรณโณอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 1, พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง 

กลุ่มอนุรักษนิยมทำทางเพื่อนำไปสู่การ “เขย่าระบอบสีน้ำเงิน” 

ยุทธพรชี้ น้ำเงินเสถียรภาพสูง

ในมุมของ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีอะไรหยุดรัฐบาลภูมิใจไทย หรือเครือข่ายน้ำเงินได้ใน 1-2 ปีนี้ 

โดย “รศ.ดร.ยุทธพร” แยกปัจจัยในสภา – นอกสภา 

สำหรับในสภา ต้องบอกว่าวันนี้เสียงรัฐบาลค่อนข้างมีเสถียรภาพสูงมาก เพราะมีเสียงเกือบ 300 และอาจมีพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกในอนาคต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เรียกว่าไปถึง 350 เสียง ดังนั้น จึงไม่น่ากังวลสำหรับรัฐบาล 

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านต่างหากที่วันนี้มีประเด็นปัญหาเอกภาพภายใน และเสียงการลงมติของพรรคกล้าธรรมก็เป็นเครื่องยืนยันอันหนึ่งว่าฝ่ายค้านเองมีปัญหาเอกภาพภายใน 

ขณะเดียวกันเราก็เห็นได้ว่าวันนี้แม้จะเห็นการร่วมตรวจสอบของประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน แต่ดูเหมือนว่า 2 พรรคนี้กำลังแย่งซีนกันเองด้วยซ้ำ 

“ผมไม่ได้คิดว่าจะกระทบอะไรกับรัฐบาลเลย จากฝ่ายค้านที่ไม่มีเอกภาพ และตรงนี้ก็ไม่น่ากังวลสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น โครงสร้างคะแนนเสียงจะออกมาคล้ายกับการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายปี ’70”

ส่วนหนึ่งคือปัจจัยนอกสภา ได้แก่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม การได้รับการเยียวยา การแก้ไขปัญหา ยังไม่รวมว่าหากมีน้ำท่วมอีกระลอกหรือภัยพิบัติอื่น ๆ รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในปัจจุบัน

ในขณะที่เรื่องคดีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ณ วันนี้ก็เรียกว่ายุติแล้ว สำหรับคดีฮั้ว สว. มีผู้ถูกกล่าวหา 77 คนก็เป็นบรรดา สว. ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลโดยตรงอยู่แล้ว และมี สส. แค่คนเดียว นอกนั้นเป็นคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งใด ๆ 

“ดังนั้นผมไม่คิดว่าจะมีอะไรน่ากังวลมากนัก แต่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน ส่งมอบนโยบาย และผลิตผลงานออกมาให้ได้”

อนุรักษนิยมเครือข่ายหมดอายุ 

แม้คดีฮั้ว สว.จบลง แต่เครือข่ายอนุรักษนิยมยังออกมาขย่มเรื่องฮั้ว สว. ความแตกแยกภายในกลุ่มอนุรักษนิยมจะส่งผลต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่  

นักรัฐศาสตร์รายนี้วิเคราะห์ว่า “คนเหล่านี้คือยาหมดอายุ ไม่มีอะไรที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้” 

“เอาเข้าจริงการที่เรานิยามว่าอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ผมว่าในประเทศไทยมันไม่มีอุดมการณ์ความคิดลึกซึ้งขนาดนั้น มันเป็นเพียงกลุ่มที่ได้ประโยชน์กับกลุ่มที่เสียประโยชน์ในบริบทการเมืองเวลานั้น” 

“กลุ่มที่เสียประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ก็ออกมาเคลื่อนไหว แต่ต้องบอกว่าพลังเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนในอดีต ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป พลังที่ลดน้อยถอยลงตามอายุ ตามบริบทการเมือง 

การไม่สามารถเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ รวมถึงกฎหมายที่จำกัดการชุมนุม หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ คิดว่าไม่ง่ายที่การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้” “ใน 20 ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนรัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยมวลชน แต่เกิดจากการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชน การชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชนเป็นเพียงการปูทางไปสู่การรัฐประหารเท่านั้น”

ศาลยุติธรรม การเมืองแทรกยาก 

หากเมื่อย้อนดูบริบทก่อนการรัฐประหาร ปี 2549 และการรัฐประหาร  2557 มักเห็นกลุ่มเครือข่ายอนุรักษนิยม ประเภท “คนหน้าเดิม” ออกมา “ทำทาง” ให้เกิดรัฐประหาร คิดว่าบริบทปัจจุบันเป็นอย่างนั้นไหม  

รศ.ดร.ยุทธพรมองว่า วิธีการที่เคยสำเร็จในอดีตไม่ได้บอกว่าจะสำเร็จในปัจจุบัน เพราะบริบทและเงื่อนไขปัจจัยเปลี่ยนไป คนกลุ่มนี้คือยาหมดอายุ ไม่สามารถใช้ได้ในบริบทปัจจุบัน 

ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองหรือการรวมกลุ่มทางการเมืองเรียกว่า Collective Action คือการกระทำรวมหมู่ เช่น ม็อบต่าง ๆ แต่วันนี้การชุมนุมของกลุ่มประชาชนคนรุ่นใหม่ในปี 63-64 สะท้อนให้เห็นว่า เปลี่ยนจากการกระทำรวมหมู่ หรือ Collective Action ไปสู่ Connective Action หรือการกระทำแบบเชื่อมโยง คือการเชื่อมต่อกับโลกไซเบอร์ มีการชุมนุมที่ไม่จำเป็นต้องปักหลักพักค้าง 

“เพราะฉะนั้นการชุมนุมแบบปักหลักพักค้างไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคนี้ประสบความสำเร็จแล้ว”

หากไม่คิดเรื่องการชุมนุม แต่ในมุม “ตุลาการภิวัฒน์” ยังสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ “รศ.ดร.ยุทธพร” มองว่า คนที่ออกมาอยู่ “หน้าฉาก” ปัจจุบันไม่มีอำนาจแล้ว

“คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเคยอยู่ในตำแหน่งขององค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน แต่วันนี้ไม่ได้อยู่แล้ว และไม่สามารถอยู่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นได้ครั้งเดียว จึงไม่สามารถกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่จะไปตัดสินเรื่องต่าง ๆ ได้ ในเมื่อคนที่อยู่ในตำแหน่งองค์กรอิสระวันนี้ ทั้งที่มาและตัวบุคคลเป็นคนละกลุ่มกันแล้ว”

แม้ว่าคดีฮั้ว สว.ต้องไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรศาลยุติธรรม รศ.ดร.ยุทธพรเชื่อว่า ศาลยุติธรรมจะถูกแทรกแซงได้ยาก

“ศาลยุติธรรมโดยปกติการเมืองเข้าไปแทรกได้ยาก ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคงไม่ง่ายที่การเมืองจะเข้าไปแทรกแล้วตัดสินอะไรได้เหมือนในองค์กรอิสระหลาย ๆ องค์กร”

แม้ภาพที่พรรคภูมิใจไทย – เครือข่ายน้ำเงิน กำลังถูกท้าทายจากเครือข่ายอนุรักษนิยม จึงไม่สามารถทำอะไรได้

“อย่างที่บอก ผมไม่เชื่อเรื่องกลุ่มอนุรักษนิยมด้วยกัน มีแค่กลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์หรือกลุ่มที่เสียประโยชน์ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่อยู่ในอำนาจเท่านั้นเอง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สืบทอดอำนาจ